News online

กลับไปยังหน้าหลักเพื่อสนทนา C-Box ดู TV และฟังวิทยุ ได้ที่

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทักษิณยังไม่สำนึกและไม่ยอมขอโทษคนเสื้อแดง



โดย วิญญาณวีรชน 


เมื่อทักษิณวีดิโอลิ้งค์ วันที่ 30 พ.ค. 2555 ที่งานพ้นโทษ ของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย บ้านเลขที่ 111  “ยังไม่ยอมขออภัยคนเสื้อแดง”

ในกรณีที่กล่าวดูถูกวีรชนและญาติที่สูญเสียให้เสียสละโดยบีบคั้นให้รับเงินแล้วไม่เอาผิดฆาตกร ทักษิณแก้ตัวว่าสัญญาณเสียงไม่ดีจึงพูดไม่ครบ ทำให้คนเข้าใจผิด มีคนเสี้ยม (โทษคนฟัง) และไม่ครบทุกประเด็น

ทักษิณกล่าวโกหกว่าศักดินาและเปรมไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง กล่าวทั้งขณะอยู่ที่เขมร (ช่วงสงกรานต์) และงานรำลึกวีรชน ราชประสงค์ 19-05-55 คำโกหก ปลิ้นปล้อนและสับปลับเช่นนี้  “ทักษิณมิได้ขออภัยคนเสื้อแดงแต่อย่างใด”


ทักษิณบอกว่า “ถ้าตนได้กลับไทยแล้ว ตนจะพาเสื้อแดงเป็นพลังทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม” 

ทักษิณไม่ยอมกล่าวว่าต้องการพาคนเสื้อแดงเป็นพลังขับเคลื่อนทางการเมือง เพราะทักษิณยืนยันในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 

โดยทักษิณหลอกคนเสื้อแดงว่าจะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง 2 เรื่อง คือ
1. ให้ตุลาการ รัฐบาลและนิติบัญญัติ  ยึดโยงประชาชน 
2. ประชาชนเป็นผู้ให้นโยบายนักการเมือง

ซึ่งคำพูดดังกล่าว “มันขัดแย้งกับระบอบที่ทักษิณกล่าวยกย่อง" ทักษิณเอาใครเป็นศูนย์กลางกันแน่ ถ้าดูคำพูดและพฤติกรรมการขนเงินทองไปอวย ให้แก่ฝ่ายศัตรูประชาชนเสมอมา ย่อมคือ สิ่งที่ยืนยันว่า ทักษิณมิได้ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางจริง มีแต่ปากเท่านั้น” แม้แต่การปองดอง ทักษิณยังไม่สอบถามปรึกษาหารรือคนเสื้อแดงสักคำ

และที่สำคัญ ทักษิณไม่เคยเห็นหัวประชาชนว่าสามารถขับเคลื่อนการเมืองและประชาธิปไตยได้จริงๆเลย มีแต่ให้ ”หยุดรอ” เพื่อรับฝีมือการบริหารระบอบทุนนิยมผูกขาดที่ตนชำนาญ และทักษิณอ้างว่าตนไม่ลืมบุญคุณคนแม้ให้น้ำเปล่าดื่มแก้วเดียวก็ไม่ลืม เพราะทักษิณมีความสามารถหาเงินแจกคนจนได้ครบแน่

นี่คือ ทัศนะของชนชั้นนายทุนที่ทนงตนคิดว่าโภคทรัพย์ที่ตนหาได้คือฝีมือตนเอง   โดยไม่สำนึกเลยแม้แต่น้อยว่า "ความมั่งคั่งมาจากแรงงานคนจน" (คนจนที่ถูกปล้นชิงจากศักดินาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน) ทักษิณไม่คิดจะปกป้องระบบการปล้นชิงเลย 

ทักษิณให้ลืมความเจ็บช้ำ อย่าย้อนอดีต นี่คือคำพูดของคนสารเลวคนนี้ และแม้ในปัจจุบันที่คนจนสร้างโภคทรัพย์และต้องการเอาทรัพย์ในอดีตและปัจจุบันคืนจากทุนผูกขาดศักดินา ทักษิณก็กลับพูดดูหมิ่นว่า คนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวทางการเมืองคือคนไม่มีทรัพย์ “ย่อมต้องมาเอา ไม่เสียสละ

ทักษิณเข้าใจว่าตนร่ำรวยแล้ว พอแล้ว มาเล่นการเมือง “เพื่อให้” ซึ่งไม่จริง  “เพราะความร่ำรวยของทักษิณและครอบครัวคือการกดขี่ขูดรีดและคอรัปชั่นผลผลิตและแรงงานคนจนภายใต้ระบอบทุนสวามิภักดิ์ต่อศักดินา”

ระบอบประชาธิปไตยที่ปราศจากศักดินาเหนือรัฐ  และการยึดทรัพย์ศักดินาคืนสู่สังคม พร้อมกับการสร้างกลไกสภาประชาชน สภาอาชีพ และสมัชชาผู้แทนต่างหากที่จะเป็นหลักประกัน ความอยู่ดีกินดี หาใช่ต้องรอทักษิณ “สุนัขรับใช้” คนนี้

ทักษิณเป็นได้พียงสุนัขบาดเจ็บที่รับใช้ศักดินา ที่ "แม้จะถูกเฆี่ยนตีจากเจ้าของเพียงใด มันก็เพียงร้องโหยหวนและยอมตาย หาใช่ต้องสู้แบบสุนัขจนตรอกไม่”

ทักษิณเสียเปรียบศักดินาไม่กี่คนแต่ได้เปรียบคนไทยอีกหลายสิบล้านคน ทักษิณมีทางออก มีทางหากิน ทักษิณจึงไม่กล้าเสียสละเปลี่ยนโครงสร้างสังคม เพราะทักษิณกลัวไม่ได้มั่งคั่ง ทักษิณดูถูกคนจนที่มาต่อสู้ว่า “มาเพื่อเอาประโยขน์”

ดังนั้น ทักษิณสุนัขรับใช้คนนี้ จึงให้โอวาทแก่ อดีตกรรมการพรรค 111 คน ที่เปรียบได้กับ “สุนัขขี้เรื้อน” ที่ถูกถีบ ถูกตี ถูกตัดสิทธิ์ แต่คนเหล่านั้นก็มิได้คิดต่อสู้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างสังคมเลย เพราะคนเหล่านั้นมีทางเลือกที่จะรอรับใช้ศักดินา เพื่อความอยู่ดีกินดีของคนเหล่านั้น เพราะคนเหล่านั้นมีฐานะเหนือประชาชน

อย่าหวังว่า ทักษิณจะทดแทนบุญคุณประชาชน เพราะขนาดศักดินาที่หาความดีและบุญคุณมิได้ ทักษิณยังเลือกข้างศักดินา และมารังแกประชาชน ทั้งเอาภาษีไปประเคนให้ศักดินา ทรยศตำตาและหน้าด้านเป็นที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ปรองดองกับฆาตกร...ทักษิณทรยศประชาชนหรือไม่?.....



โดย วิญญาณวีรชน 



หลังการวีดีโอลิงค์ เมื่อ 19 พ.ค.2555 กลางมวลชนหลายหมื่นคนที่ราชประสงค์  ได้ตอกย้ำให้ผู้ที่ลังเลว่า "ทักษิณต้องการประชาธิปไตยแบบของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนหรือไม่"  เพราะคำตอบคือ "ทักษิณ คนคนนี้ไม่ได้มีประชาธิปไตยเพื่อประชาชนมาตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน"   เพราะทักษิณคือ "นายทุนผูกขาดกลุ่มใหม่ที่หิวจัดคนหนึ่ง"  


ทักษิณพลิกชีวิตจากคนทำธุรกิจขนาดกลาง ไปสู่คนผูกขาดด้านการสื่อสารแพคลิ้ง มือถือ และ ดาวเทียม ด้วยการติดสินบนเพื่อได้สัมปทาน 600 ล้านบาท แก่พลเอกสุนทร  ประธาน รสช. วิถีชีวิตทางธุรกิจ ที่ใช้เงิน สินบน อำนาจ เพื่อสัมปทานเป็นวิถีการหากินที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน


การที่ทักษิณกล่าวในพิธีเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อ พ.ศ.2544 ด้วยคำกล่าวดูถูกวีรชน และคนที่ร่วมเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า "เป็นคนที่จมอยู่กับอดีต เมื่อได้อนุสาวรีย์มาบำบัดจิตใจแล้ว ก็จงพัฒนาประเทศได้แล้ว"


ซึ่งคำกล่าวนี้ ตรงกับ พ.ศ. 2555 ที่ "ทักษิณประณามแม่น้องเกด และคนเสื้อแดง ที่ไม่ยอมยกโทษให้กับฆาตกรฆ่าลูกสาวและฆ่าประชานคนเสื้อแดง"

ขบวนการหลอกลวงคนเสื้อแดง และการเสริมกำลังให้กับฆาตกร เป็นสันดานของทักษิณ ที่มีสันดาน "ละโมบโลภมากและเห็นแก่ตัว"

ทักษิณได้ตกลงปรึกษาและให้เกียรติฝ่ายฆาตกรมา ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งที่บรูไน รักเคารพฆาตกรมากกว่าคนเสื้อแดง และยังแสดงความหิวกระหายในลาภ ในวันเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดการนับคะแนนโดยกล่าวว่า "ถ้าตนไม่รักเทิดทูนศักดินา ยินดีให้ประชาทัณฑ์" 


นี่คือสัญญาณ ที่ตรงไปตรงมา และตรงกับคำพูดล่าสุด ที่ด่าคนเสื้อแดงว่า “ปัญญาอ่อนที่ยังขัดแย้งกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง” และกล่าวสับปลับว่า “เปรมและศักดินาไม่เกี่ยวกับการเมือง”

ความหิวละโมบ คือ ตัวตนของทักษิณและของตระกูลชินวัตร หาใช่ "ทักษิณกลัวศักดินาอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ"

ทักษิณหิวเงินและความมั่งคั่ง จนไม่ใส่ใจว่าประชาชนจะถูกฆ่าและจะถูกขูดรีด กดขี่ภายใต้ระบอบผูกขาดอำมาตย์ศักดินาอีกนานเท่าใด  เพราะทักษิณรอดพ้นและขึ้นฝั่งที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์แล้ว ก็ถีบหัวเรือให้ประชาชนลอยเรือห่างออกไป

ทักษิณจะไม่ลืมบุญคุณ แต่วันนี้ทักษิณขอกราบไหว้ศักดินาและหากินร่วมกับฆาตกรให้อิ่มหนำก่อน พรบ.ปรองดองและการบีบให้เหยื่อรับเงินและสละสิทธิ์ทางแพ่ง คือสิ่งที่ทักษิณ เพื่อไทยและแกนนำ นปช. ร่วมกันสร้างสรรค์และปูทางไปสู่การลดระดับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง และหวังดับสลายไปในที่สุด


ฉะนั้น คนเสื้อแดง จะควรทบทวนคำพูดทักษิณ "จงประชาทัณฑ์ผมถ้าไม่รักศักดินากว่าประชาชน" โดยคนเสื้อแดง ต้องเตรี ยมพร้อมระวังการชี้เป้าและไล่ล่าจากทักษิณ เหมือนดั่ง คนเสื้อแดงที่หนีไปอยู่เขมร ที่ตำรวจไทยภายใต้เฉลิมและเพรียวพันธ์  ได้ส่งหมายจับไล่ล่าไปยังรัฐบาลเขมร


การชี้เป้าและปกป้องฆาตกรให้ฆ่าประชาชนรูปแบบต่างๆต่อไป คือ "คนทรยศที่สมบูรณ์แบบแล้ว"

"การประชาทัณฑ์ทักษิณ ในฐานะผู้ทรยศประชาชนคือสิ่งที่ควรตระเตรียมกระทำการไว้ เพราะทักษิณบอกว่าถ้าไม่รักศักดินาจงประชาทัณฑ์เขา ดังนั้นประชาชนได้เห็นจริงประจักษ์แล้วว่าเขารักและอยู่ข้างศักดินาจริง


ประชาทัณฑ์ คือสิ่งที่ทักษิณ เพื่อไทยและแกนนำนปช. สมควรจะได้รับ พร้อมๆกันไปกับอำมาตย์ศักดินา เพราะฝ่ายหนึ่งศักดินาคือหัวโจก  และฝ่ายทักษิณคือผู้ทรยศประชาชน

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พิพากษาจำคุก 2 ปีครึ่ง คดีหมิ่นสถาบันคดีที่ 5 ของ ‘สุรชัย’ รวม 12 ปีครึ่ง


28 พ.ค.55 ที่ศาลอาญา รัชดา ศาลพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3444/2553 ที่สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) ถูกฟ้องในความผิดหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามมาตรา 112 จากกรณีขึ้นปราศรัยที่สนามหลวง คดีนี้นับเป็นคดีที่ 5 ในคดีหมิ่นที่อยู่ในชั้นพิจารณาคดีของสุรชัย โดยสุรชัยได้รับการเบิกตัวจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาขึ้นศาลในวันนี้ และกลับคำให้การจากการปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษาให้ลงโทษตาม ม.112 จำคุก 5 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือกึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี 6 เดือน และให้นับโทษต่อจาก 4 คดีก่อนหน้า รวมแล้วสุรชัยได้รับโทษจำคุก 12 ปี 6 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยได้แถลงต่อศาลว่ายอมรับสารภาพในคดีนี้เนื่องจากได้รับทราบจากรัฐบาลว่า จะเยียวยาผู้ที่ถูกคุมขังด้วยคดีทางการเมืองด้วยการช่วยเหลือด้านการขอ อภัยโทษ และขอให้ศาล ตลอดจนอัยการช่วยพิจารณาให้คดีนี้ถึงที่สุดโดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังอ่านคำพิพากษา ผู้พิพากษาได้สอบถามอาการป่วยของนายสุรชัย และบอกให้นายสุรชัยรักษาสุขภาพ

สุรชัยถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และต่อมลูกหมากโต ประกอบกับเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และเคยทำบายพาสมาก่อน เขาระบุด้วยว่า แพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความเห็นว่าไม่ควรอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอื่น เพราะอาจติดเชื้อโรคได้ ส่วนการนัดผ่าตัดนั้นต้องรอถึงวันที่ 15 มิ.ย.ตามการนัดของ รพ.ตำรวจ เพื่อฟังผลการตรวจเรื่องหัวใจแล้วจึงนัดผ่านตัดต่อมลูกหมากต่อไป การผ่าตัดคาดว่าจะทำที่ รพ.ราชทัณฑ์เพราะส่งไป รพ.อื่นไม่ได้ นอกจาก รพ.ตำรวจ หากต้องผ่าที่ รพ.ราชทัณฑ์ก็ต้องติดต่อจ่ายเงินประมาณ 8,000 บาท หลังจากนั้นอาจพักรักษาตัวที่ รพ.ราชทัณฑ์ แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้ป่วย หรืออาจส่งกลับไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แต่หากเป็นไปได้ อยากไปอยู่ที่เรือนจำชั่วคราว บางเขน

“ถ้าถามว่าอยากอยู่ที่ไหน ตอบว่าบางเขน เพราะสะดวกเรื่องญาติเยี่ยม และได้ให้ความรู้แก่น้องๆ อาหารการกินสะดวก การทำเรื่องขออภัยโทษก็จะได้ร่วมกัน สะดวก การเรียกร้องนิรโทษกรรมกลุ่มบุคคลที่ถูกขังอยู่ในคุกทำได้และทำมาแล้วหลาย ครั้ง เช่น ปี 2532 นิรโทษแก่ผู้นำ พคท.ที่ถูกจับ อาทิ พิรุณ ฉัตรวนิชกุล” สุรชัยระบุ

ด้านนางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยานายสุรชัย ได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนเงินค่าผ่าตัดต่อลูกหมากของนายสุรชัยในงานของคณะ กรรมการรณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ซึ่งจัดเมื่อวานนี้ (27 พ.ค.) โดยระบุว่าได้เงินบริจาคเป็นเงิน 38,369 บาท

สุรชัย โดนคดีหมิ่นฯ ที่ไหนบ้าง?


คดีปราศรัยเวทีตาสว่าง  อิมพีเรียล ลาดพร้าว
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/46

คดีปราศรัยที่เชียงใหม่
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/47

คดีปราศรัยที่อุดรธานี
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/48

คดีปราศรัย วัดสามัคคีธรรม
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/50

(ล่าสุด) คดีปราศรัยที่เวทีนปช.
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/49

ที่มา prachatai

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คดี 112 : กรณีประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส เดอะ เนชั่น

เผย 7 บทความ ‘ประวิตร’ ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดย ‘ไอแพด’



กรณีล่าสุดของการร้อง โดยนายวิพุธ สุขประเสริฐ ผู้ฟ้องคดีด้วยกฎหมายมาตราดังกล่าวเป็นจำนวนมาก สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเพิ่มสถิติให้รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษคดีอาญามาตรา 112 อีก 7 กรณี จากการที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ หรือไอแพด ทุกข์กล่าวโทษนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และคอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ประชาไท ด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยอ้างบทความจำนวน 7 ชิ้น

บทความทั้ง 7 ที่ได้นำเสนอผ่านเว็บไซต์ประชาไท มีดังนี้

ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมที่ทุกคนต้องคิดและพูดเหมือนกัน มิใช่สังคม
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมยากล่อมประสาท
ประวิตร โรจนพฤกษ์: ปัญหาความดีของ "คนดี"
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สถานการณ์ที่หม่นหมองของสื่อมวลชน
@PravitR: ทวีตนี้แด่อากง SMS

ประวิตร โรจนพฤกษ์: พลานุภาพการเปรียบกษัตริย์เป็น “พ่อ” ของประชาชน
ประวิตร โรจนพฤกษ์: ม.112 กับการเซ็นเซอร์ข้อมูลต่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

สำหรับความคืบหน้าในสำนวนคดี ร.ต.ท. เมธี ศรีวันนา พนักงานสอบสวน (สบ1) สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ได้ส่งจดหมายอิเล็กโทรนิกส์มายังกองบรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน และไอพีแอดเดรส ซึ่งทางประชาไทยังไม่มีการติดต่อกลับไป

อย่างไรก็ตาม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณธิการบริหาร ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวแก่นายประวิตร ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้เขียนมายังกองบรรณาธิการ

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายประวิตร แต่อย่างใด

สำหรับสภ. เมืองรอยเอ็ด กำลังเป็นสถานีตำรวจที่น่าจับตาในแง่สถิติการร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งที่ผ่านมา นายวิพุธ สุขประเสริฐ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เขียนบทความและผู้แสดงความเห็นในเว็บไซต์ประชาไทไปแล้วทั้งสิ้น 15 ราย รวมบรรณาธิการและผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท

พ.ต.ท.สุคิด เพ็ชรโยธา พนักงานสอบสวน สบ.3 เจ้าของคดี ที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ หรือนามปากกา "I Pad" ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ หรือนามปากกา นักปรัชญาชายขอบ เคยให้ข้อมูลกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า ในทางปฏิบัติ กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าว โทษด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ความเห็นของพนักงานสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด พนักงานสอบสวนต้องส่งไปให้ ตร.ภูธรภาค และ ตร.ส่วนกลางพิจารณาตามลำดับ แม้ สภ.เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็ต้องส่งให้พิจารณาเช่นกัน

พ.ต.ท.สุคิดให้ความเห็นกรณีที่มีการฟ้องร้องที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ดเป็นจำนวนมากว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกคดี หากไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจึงเป็นผู้ใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในชั้นสืบสวนสอบสวน หากเห็นว่ากรณีใดไม่เข้าลักษณะความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 เลย และได้รับความเห็นจาก ตร.ภาคและตร.ส่วนกลางแล้ว ก็จะไม่ดำเนินการต่อ จากการณีของนายวิพุธที่ร้องบุคคลจำนวน 5 รายในการร้องทุกข์คราวเดียวกับสุรพศ แต่ตำรวจสอบแล้วมีมูลเพียง 2 ราย

พ.ต.ท.สุคิดระบุว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกกรณี แต่หากกรณีใดไม่เป็นข้อเท็จจริง และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสืบสวนและสั่งฟ้องแล้ว ผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่มีมูลก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกลับได้ในฐานะ แจ้งความเท็จ

ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ ได้สอบถามกรณีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษที่สภ.เมืองร้อยเอ็ดจำนวนมากกว่า ปกติ พ.ต.ท.สุคิดรับว่าจากปี 2553 เป็นต้นมา มีการร้องทุกข์มากจริงและมีสถิติสูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ด้วยกัน


ที่มา prachatai

.............................................................

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ร้อง โดนฟ้อง ม. 112

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ The Nation ระบุ อาจโดนฟ้องจาก 8 บทความเสี่ยงที่ได้เผยแพร่ในเว็บประชาไท


ขณะนี้ อยู่ในขั้นที่ตำรวจกำลังสำรวจตรวจสอบบทความทั้ง 8 ชิ้นที่มีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องได้ ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหัวข้อเนื้อหาด้านล่างจากเว็บประชาไท

ขณะนี้ (อัพเดตล่าสุด) ทางประชาไทระบุถึงชื่อบทความ 7 ชิ้นที่โดนฟ้องร้อง ประกอบด้วย

ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมที่ทุกคนต้องคิดและพูดเหมือนกัน มิใช่สังคม
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมยากล่อมประสาท
ประวิตร โรจนพฤกษ์: ปัญหาความดีของ “คนดี”
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สถานการณ์ที่หม่นหมองของสื่อมวลชน
@PravitR: ทวีตนี้แด่อากง SMS

ประวิตร โรจนพฤกษ์: พลานุภาพการเปรียบกษัตริย์เป็น “พ่อ” ของประชาชน
ประวิตร โรจนพฤกษ์: ม.112 กับการเซ็นเซอร์ข้อมูลต่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีผู้คนจำนวนมาก ทั้งบุคคลทั่วไปและนักวิชาการถูกฟ้องจากกรณีดังกล่าว เช่น นักวิชาการอย่าง อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกกองทัพบกยื่นฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีการเขียนบทความถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีหลังพระราชทานสัมภาษณ์ออกทีวีในรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย”

หรือกรณีของนักวิชาการอย่างคุณสุรพจน์ ทวีศักดิ์ ซึ่งมีนามว่านักปรัชญาชายขอบ ก็ถูกข้อกล่าวหากระทำความผิดตามมาตรา 112 และ พรบ.คอมพิวเตอร์ ที่มาจากการแสดงความเห็นจากบทความของอาจารย์สมศักดิ์ฯ เรื่อง  “จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?”

และยังมีรายชื่อผู้คนอีกจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดี ถูกฟ้องตามประมาลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฟ้องตามมาตราอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และการวินิจฉัยให้เลิกจ้าง ถอนประกันตัว รวมถึงการออกหมายเรียก อันเนื่องมาจากมีพฤติกรรมสนับสนุนความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย

ที่มา siamintelligence

สุรชัย นอน รพ.ราชทัณฑ์รอผ่าต่อมลูกหมากหลังขึ้นศาลคดีสุดท้าย 28 พ.ค.


23 พ.ค.55  นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่าสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)  เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่าน หลังจากที่ตนได้เข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 16 พ.ค.โดยโต้แย้งข้อมูลทางการ เพื่อยืนยันว่าสถานพยาบาลภายในเรือนจำไม่ได้มีหมอประจำอย่างที่ทางราชทัณฑ์ให้ข้อมูล จากนั้นในวันรุ่งขึ้น(17 พ.ค.) ทางเรือนจำได้ส่งตัวนายสุรชัย ซึ่งเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต่อมลูกหมากโต และมีอาการอ่อนเพลีย ทานอาหารไม่ค่อยได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนจะรับเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อรักษาจนปัจจุบัน และแพทย์ได้ทำการนัดเพื่อผ่าตัดต่อมลูกหมากแล้ว แต่นายสุรชัยขอเลื่อนไปหลังวันจันทร์ที่ 28 พ.ค.นี้ซึ่งต้องเดินทางไปศาลในคดีหมิ่นฯ คดีหมายเลขดำที่ อ.3444/2553 (ปราศรัยที่ท้องสนามหลวง) คดีสุดท้ายเสียก่อน ซึ่งจะมีการนัดพร้อม ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยถือเป็นนัดพิพากษาเพราะจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว หลังจากในตอนต้นให้การปฏิเสธ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ได้มีการส่งตัวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ อีกรายจากทัณฑสถานหญิงกลางไปตรวจยังโรงพยาบาลตำรวจด้วยเพื่อเตรียมการผ่าตัดอาการขากรรไกรยึดติด ซึ่งปัจจุบันมีอาการหนักขึ้นทำให้อ้าปากได้เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ดารณีระบุว่าต้องการประกันตัวเพื่อรักษาอาการดังกล่าวเอง ไม่ต้องการผ่าตัดและอยู่ภายใต้การดูแลของราชทัณฑ์เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องเปิดกะโหลกและเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทอีกทั้งหมอยังระบุว่าต้องพักฟื้นเป็นปี หากเป็นไปได้ต้องการย้ายไปเรือนจำใหม่ เช่นเดียวกับนักโทษทางการเมืองอื่นๆ และดำเนินการประกันตัว ทั้งนี้ คดีของดารณียังไม่สิ้นสุดเนื่องจากมีการอุทธรณ์คดีไปแล้วภายหลังจากที่มีข่าวว่าเธอจะยอมถอนอุทธรณ์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ

นอกจากนี้นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายของดารณียังแจ้งว่า วานนี้ (22 พ.ค.) ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเนื่องจากน้องสาวถูกผู้ต้องขังที่มีปัญหาขัดแย้งกันลอบทำร้าย 4 ครั้งภายใน 2 วัน เช่น ปาด้วยขวดน้ำใส่ แต่หลบทันจึงไม่โดน แต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลกลับไม่สนใจ และเมื่อคู่กรณีของน้องสาวถูกนักโทษคนอื่นทำร้าย เจ้าหน้าที่ก็ยังเพ่งเล็งว่าดารณีเป็นผู้จ้างวาน

เสื้อแดงนัดทุกพุธ เดินสายคุกเก่าเยี่ยม 112 –คุกใหม่เยี่ยมนักโทษเสื้อแดง
วันเดียวกัน ที่เรือนจำ หลักสี่ คนเสื้อแดงราว 50 คน นำโดยนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีการเมืองทั้งหมดพร้อมเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยประชาชนกลุ่มดังกล่าวนัดหมายจะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และผู้ต้องขังคดีการเมืองอื่นๆ ที่เรือนจำหลักสี่ทุกวันพุธเวลา 11.00 น.

ที่มา prachatai

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ใจ อึ๊งภากรณ์ : ทักษิณหลงตนเอง มองว่าวิกฤตไทยเกี่ยวกับเขาคนเดียว



ในวันครอบรอบสองปีการนองเลือดที่ราชประสงค์ ทักษิณโฟนอินและชวนให้เสื้อแดงยอมจำนนต่ออำมาตย์บนซากศพวีรชน แต่ที่ตลกร้ายคือทักษิณคิดว่า "ความตาย 91 ศพ บาดเจ็บ 2 พันกว่าและติดคุกไม่มีครั้งไหนกระบวนการยุติธรรมเสียหายขนาดนี้ ...สิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีต 6 ปี เพื่ออย่างเดียว คือเพื่อไล่ล่าผมและผู้สนับสนุนผม"

ทักษิณกำลังอาศัย “อีโก้” อันยิ่งใหญ่ของตนเอง เพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์คนเสื้อแดงอย่างรุนแรง เพราะถึงแม้ว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะรักทักษิณ แต่คนเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้กับทหารและประชาธิปัตย์เพื่อทักษิณ เขาออกมาสู้เพื่อให้เขามีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกรัฐบาลที่ตนเองต้องการโดยไม่มีการแทรกแซงจากทหารหรือคนอื่นๆ เขาออกมาสู้เพื่อยุติอำนาจมืดในสังคมของอำมาตย์ เขาออกมาสู้เพื่อให้มีเสรีภาพในการพูด เขียน และแสดงความเห็น และเขาออกมาสู้เพื่อให้ตนเองดำรงอยู่ในสังคมที่มีความเป็นธรรม ทั้งทางเศรษฐกิจและทางกฏหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการที่จะมี “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แทนการเป็น “ไพร่”

ทักษิณพูดต่อว่า "ถ้ามีการปรองดองเมื่อไหร่ ผมก็คงได้มีโอกาสกลับไปตอบแทนบุญคุณพี่น้อง" และเขามองว่าโฟนอินครั้งนี้ "คงจะเป็นครั้งสุดท้าย หวังว่าบ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วเพื่อเราจะได้ไปร่วมกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และกษัตริย์ และสถาบันประชาธิปไตยของเรา" ประเด็นสำคัญคือ ทักษิณคงจะได้กลับบ้าน แต่คนที่จะต้อง “จ่าย” หรือ “เสียสละ” คือนักโทษการเมือง และคนที่เสียชีวิตไป ซึ่งไม่มีโอกาสกลับบ้านเหมือนทักษิณ ยิ่งกว่านั้น ถ้าไม่มีการแก้หรือยกเลิก 112 และถ้าไม่มีการลบผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยา ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยเสรีไม่ได้เลย

การปรองดองบนซากศพวีรชน คือการรับประกันว่าทหารและนักการเมืองจะเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าในประเทศไทยอีกในอนาคต เพราะทุกครั้งพวกฆาตกรลอยนวลเสมอ ทักษิณพูดกล่อมให้เสื้อแดงสลายตัวว่า "พี่น้องใจเย็นๆ ลองดูสิว่า ประธานาธิบดีไลบีเรียขึ้นศาลโลกวันนี้ คดีเกี่ยวกับฆ่าคนเป็นอาชญากรสงคราม ก็ใช้เวลาหลายสิบปี ....กระบวนการให้ความเป็นธรรมต้องใช้เวลา ต้องอดทน" แต่ในคำสัมภาษณ์ที่เขมรเมื่อเดือนที่แล้ว ทักษิณพูดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์จะไม่ต้องขึ้นศาล และอันนี้เป็นเงื่อนไขของการปรองดองที่เขาสนับสนุน สรุปแล้วทักษิณอยากยุบเสื้อแดงและให้เราลืมฆาตกรกับวีรชน

สาเหตุหนึ่งที่ทักษิณสามารถอ้างได้ว่าเสื้อแดงทำทุกอย่างเพื่อเขาคนเดียว ก็เพราะว่าเสื้อแดงก้าวหน้า หรือเสื้อแดงอิสระ ไม่มีการจัดตั้งและประสานการเคลื่อนไหวเข้มแข็งพอ เพราะจะต้องมีการช่วงชิงการนำจาก นปช. และ เพื่อไทย เพื่อไม่ให้มีการหักหลังวีรชนและอุดมการณ์ประชาธิปไตยโดยคณะอำมาตย์ใหม่ที่เชิญพรรคเพื่อไทยและทักษิณเข้ามาร่วมกับทหารและกลุ่มเผด็จการอื่นๆ

คนเสื้อแดงที่ไม่ยอมจำนนต่อเผด็จการน่าจะตาสว่างและเข้าใจภารกิจของตนเองในปัจจุบัน

ที่มา prachatai

บทความสายลมรัก : เมื่อคืนนี้ .. ผมปร่าแปร่งในความรู้สึกกับ (นปช.) เหลือเกิน

โดย สามลมรัก
ที่มา ประชาทอล์ค
20 พฤษภาคม 2555

ร้อนหรือหนาว เบียดเสียด ยัดเยียด ลำบากลำบนมวลชนไม่เคยถอย เหมือนทุกครั้ง

อย่ามาถามว่า มวลชนมามากหรือน้อย ภาพที่เห็นมันปรากฏแก่สายตาผู้คนไปทั่วโลกแล้วว่า เรายังต้องการทวงถามความยุติธรรมกลับคืนให้กับ วิณญาณวีรชนของพวกเรา อย่างล้นเปี่ยม

"พี่ ๆ เต๊นท์เรายังไม่แน่นอนนะพี่" ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง กับการทำงานของผู้ช่วยแกนนำทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ช่วยแกนนำทั้งหลายกับการไล่ที่ ทั้งๆที่สถานที่เหล่านั้นไม่ว่าเต๊นท์ กำลังคน กำลังเงิน จุดมุ่งหมายในการทำกิจกรรม "ร้อยละร้อย มันมาจากคำว่า ไม่ต้องจ้างกูมาเอง ทั้งนั้น"

กริยาวาจา กร่างยิ่งใหญ่ ยังคงอยู่ครบตามแบบฉบับ กับการทำงานด้านมวลชนไม่เห็น สับปะรดขลุ่ย เหมือนเดิมทั้งๆ อดีตก็มีบทเรียนที่ควรจดจำ และทราบได้ดีเลยว่า อาสาสมัครต่างๆ เขาสู้เพื่ออะไร จะจัดที่ขายของหาเงินเข้ากระเป๋าใคร ก็หัดสะกดคำว่าเกรงใจมวลชนบ้าง

ขนาดงานจะเริ่มอยู่แล้ว เต๊นท์ทุกเต๊นท์ ไม่ว่า "ประชาทอล์ค" "บ้านราษร์" ยังไม่รู้เลยว่า จะตั้งตรงไหน หรืออาจต้องย้ายหนี เพื่อหลบเต๊นท์ ขายของ (ไม่ฮา)

"เรามีมวลชนที่เหนียวแน่น แต่เราขาดนักพูด" ผมไม่เข้าใจว่า เราจะตะโกน ๆ ๆ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนเวทีทำไม เพราะ ฟังไม่รู้เรื่อง ไฟฟ้าไม่มี รถห้องน้ำไม่มา ทุกอย่างคือตัวใครตัวมัน ครั้นจะขอพ่วงรถถ่ายทอด สดของสถานีต่าง ๆ เขาก็ไม่ให้ เพราะหากไฟกระชาก เขาก็จะส่งสัญญาณไม่ได้

สุดท้าย ไฟจากแบตเตอ์รี่ รถใครรถมัน สถานที่ซึ่งแออัดไปด้วยมวลชนอยู่แล้วก็ดมควันจากท่อไอเสียกันเพลิน "เบาหวิวราวปุยนุ่น"

เมื่อวานนี้ นักพูดระดับแม่เหล็กของเรา คือจตุพร กับณัฐวุฒิ เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจนผมต้องนั่งนึกทบทวนบทบาทการสนับสนุน ประเด็นที่พูด ไม่มีอะไรเลยเหมือนกับการ ขออนุญาตยืมคำพูดของพี่ Mosy มาใช้หน่อยที่แกพูดว่า "เหมือนมาพูดพอเป็นพิธีเท่านั้น"

บอกตรงๆว่า ผมไม่เคยเห็นมวลชนลุกทะยอย เดินกลับ ขณะณัฐวุฒิกำลังพูดปราศรัย แต่เมื่อคืนนี้ผมเห็น "ผมได้แต่บอกกับตัวเองว่า มันเกิดอะไรขึ้น"

ความผิดพลาดของกิจกรรมภาคสนาม เรื่องนี้ไม่ต้องโทษใคร ผมขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว เราวาดหวังไว้สวยหรู ถึง 4 กิจกรรม แต่เราสามารถทำได้ดี แค่ 1 กิจกรรมครึ่งเท่านั้น คือ แจกขนม (ปรองดอง) คลายร้อน แบบจัดหนัก กับกิจกรรมนิทรรศการภาพถ่าย ที่มวลชนไม่ยอมไหล ปักหลักอยู่กับที่แถมยังเอาภาพกิจกรรมเป็น ที่กำบังหลบแดด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่เอาเก้าอี้มาตั้งประชิด จนบางทีบอร์ดภาพเอียงตามแรงดัน

หมุดคณะราษฏร์ และหมุดประชาชน ไม่สามารถวางลงที่พื้นได้เลย เราพยายามทดลองวางอยู่หลายๆ ครั้ง แต่มวลชนก็เหยียบทุกครั้ง ชนิดที่ประเมินได้เลยว่า หากวางบนพื้นถนนจริง ๆ รับรองสะดุดหน้าทิ่มกันเป็นแถว ผมกับน้อง ๆ มองหน้ากันเลิกลั่กต้องเปลี่ยนแผนเป็นวางบนโต๊ะแทน

สรุปบทเรียน

บางที หากเราจะทำกิจกรรมแบบนี้ คงต้องพิจารณากับหลายอย่าง ไม่ว่า ใกล้เวทีไปไหม ชิดมวลชนมากไปไหม อุปกรณ์ที่จำเป็น เราต้องจัดหามาเก็บไว้ใช้แบบจริงจังหรือไม่

เราอยู่ใกล้เวทีมากไป ก็จะมีปัญหาเป็นธรรมชาติของมวลชน คือไม่สามาถจะแบ่งปันพื้นที่ได้เลย หากต้องการทำกิจกรรมภาคสนาม

ครั้งต่อไป (หากมี) เราจะท่องคาถา อัตตาหิอัตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน และคงตั้งออกไปห่างจากจุดเดิมมากพอสมควร

สำหรับ นปช. ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย

พวกคุณเดินมาถึงทางสามแพร่งที่สำคัญแล้ว กิจกรรมครั้งนี้ ผมมองไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนเลยว่า คุณจะดำเนินคดีทวงถามความยุติธรรมได้เมื่อไหร่ คุณจะเยียวยา ช่วยเหลือประกันตัวพี่น้องเราที่ยังโดนจองจำ อย่างเป็นรูปธรรมเมือใด หรือคุณจะซื้อเวลาทำเพื่อตัวเองไปเรื่อยๆ เคยมีคำจำกัดความคำหนึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อคุณพูดเราจะฟัง แต่เมื่อคุณลงมือทำเราจะเชื่อ ทักษิณ นปช. และพรรคเพื่อไทยก็เช่นกัน

ผมอยากให้พึงสำเหนียก อย่ารู้ตัวเมื่อสาย หากมวลชนหันหลังให้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นคุณจะโดนพวกมันขยี้จนไม่มีที่ยืนอีกต่อไป

ความคิดนี้ เป็นความคิดส่วนตัวของผมคนเดียว เป็นการสะท้อนจากมวลชนคนหนึ่ง หากเห็นว่าเป็นประโยชน์นำไปปรับปรุง ยุทธศาสตร์ ผมก็ดีใจ แต่หากคิดว่าก็แค่เสียงนกเสียงกา ผมก็ขออวยพรให้ท่านโชคดี

ปล. ขอบคุณ TAN 007 แห่งประชาทอล์ค ขอบคุณลูฟฟี่ ขอบคุณมดดำ ขอบคุณน้อง ๆ หลาย ๆ คนที่อดตาหลับขับตานอนผลักดันกิจกรรมไปลุล่ง พี่รู้สึกละอายใจจริง ๆ ที่ไปหลังแต่กลับก่อน และฝากบอกไปที่มดดำด้วว่า เอ็งไม่ต้องขอโทษพี่ พี่สิที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ

ที่มา thaienews