News online

กลับไปยังหน้าหลักเพื่อสนทนา C-Box ดู TV และฟังวิทยุ ได้ที่

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เลี้ยงรับขวัญเสื้อแดงราชบุรีพ้นคุกเมื่อวาน ตัดพ้อรัฐและพรรคเพื่อไทยไม่ค่อยช่วยเหลือ



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ธันวาคม 2554

กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี นำโดยนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล ได้จัดเลี้ยงรับขวัญนายนคร สังข์สุวรรณ นักโทษคดีการเมืองเสื้อแดงที่มีพื้นเพเป็นคนราชบุรีสู่อิสรภาพเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมอบเงินขวัญถุงให้เริ่มต้นชีวิตใหม่จำนวนหนึ่ง

นายนครถูกจับกุมดำเนินคดีในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ในข้อหามีอาวุธในครอบครอง และข้อหาอื่นๆ เขากล่าวว่าถูกยัดอาวุธแล้วทหารที่จับกุมซ้อมให้รับสารภาพ อัยการก็บอกให้สารภาพเพื่อให้โทษเบา ในที่สุดถูกตัดสินจำคุก 3 ปี 6 เดือน โดยติดคุกมาเป็นเวลาปีครึ่งแล้วได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา

นายนครมีพื้นเพเป็นชาวราชบุรี มีการศึกษาม.3ต่อมาไปเป็นพนักงานในร้านขายโทรศัพท์มือถือในกรุงเทพฯ เข้าร่วมการชุมนุมกับนปช.ตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าและราชประสงค์ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว และนวดเฟ้นให้สจ.สุทัศน์ นักการเมืองท้องถิ่นราชบุรี เขามีรูปร่างเล็กมากและใช้อาวุธปืนไม่เป็น และไม่น่าจะแบกปืนไหว

นายนครได้เขียนจดหมายถึงแกนนำนปช.ส่วนกลางและพรรคเพื่อไทยผ่านทางนายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรีว่า ตลอดเวลาที่เขาถูกจับกุมแทบไม่ได้รับการเหลียวแลจากนปช.หรือพรรคเพื่อไทยและ รัฐบาลเลย ทั้งที่เขาป่วยหนักด้วยวัณโรค ทางนปช.กับพรรคเพื่อไทยช่วยเหลือเพียง 1,000 บาท นอกจากนั้นเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่เห็นอกเห็นใจคอยดูแลติดตาม รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรีที่รวบรวมเงินช่วยเหลือ 7,000 บาทช่วงติดคุกอยู่ และมอบเงินให้อีกราว 5,000 บาทในตอนจัดเลี้ยงรับขวัญ

นายนครกล่าวว่าอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณหรือรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยและนปช.ได้ช่วยเหลือเยียวยาเขาด้วย โดยหากเป็นการช่วยเหลือได้ อยากได้ทุนเริ่มต้นค้าขายเล็กๆน้อยๆเพราะเมื่อพ้น โทษแล้วยังไม่มีอาชีพใดๆและร่างกายก็ทรุดโทรมจากการถูกซ้อมและอาการป่วยจาก วัณโรค เนื่องจากตอนติดคุกนั้นทางเรือนจำได้นำนักโทษที่ป่วยเป็นวัณโรคไปขังไว้รวม กัน เลยยิ่งทำให้อาการแย่ลง

ที่มา thaienews

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปรวย Salty Head : ตอนที่ 3 บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเถื่อนยังไง



ที่มา  fb ‎Pruay Salty Head
16 ธันวาคม 2554


ถ้า ใครยังจำได้หลังจากผมโดน ดีเอสไอ บุกจับกุม ผมเขียนเรื่องราวเล่าเรื่องว่าดีเอสไอจับผมยังไง เผยแพร่ในอินเตอร์เนตเพื่อแชร์ประสบการณ์ที่หาได้ยากกับเพื่อนๆในโลกไซเบอร์ ถ้าท่านเคยอ่านจะเห็นได้ว่าผมไม่เคยมีอคติโกรธเคืองกับเจ้าหน้าที่ที่จับกุม ผม เพราะผมเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่ ส่วนกฏหมายที่ใช้จับกุมมันมีปัญหาในการบังคับใช้ภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์ นิยมที่ปกคลุมประเทศนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง
ผมเองก็ ไม่คิดว่าผมจะต้องมาเขียนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่อเนื่องนี่อีก ครั้งเป็นครั้งที่ 3 ผมไม่คิดว่าบ้านเมืองเราจะเข้าสู่ยุคเถื่อนถึงขนาดนี้ ตลอดมาหลังจากผมหลบหลี้หนีภัยออกนอกประเทศ ผมเข้าขอความช่วยเหลือกับองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งในต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรใหญ่ระดับโลกอย่าง UNHCR

ผมถูกสัมภาษณ์นับครั้งไม่ถ้วน กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมก็เล่าให้เขาฟังอย่างตรงไปตรงมาไม่มีใส่สีตีไข่ โดยเฉพาะประเด็นที่เขาถามเน้นคือขณะที่เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ เข้าจับกุมผมมีการทรมานผมหรือไม่ รังแกผมหรือไม่ ผมตอบไปตามตรงว่าไม่มีเลย เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ที่เข้าจับกุมปฏิบัติต่อผมอย่างดี สั่งอาหารมาให้ผมกินระหว่างสอบสวนด้วย พูดกับผมอย่างดี ที่ผมเล่าไปแบบนี้เพราะผมคิดว่าถึงแม้เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมผมและผมหลบหนี ขณะนี้ มันก็เหมือนเรากำลังเล่นเกมส์แมวจับหนูกัน

เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ไล่จับผม ส่วนผมเป็นมนุษย์ผู้รักเสรีภาพผมไม่ยอมให้ตัวเองขาดอิสระภาพผมก็ต้องหนี และผมคิดว่าเกมส์ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่นี้เป็นแฟร์เกมส์ ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่จะเล่นเกมส์ตามกฏกติกาที่มีอยู่ ซึ่งจะว่าไปตามกฏกติกาที่มีอยู่ในสภาพบ้านเมืองไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แบบนี้ เจ้าหน้าที่ก็ถือแต้มต่อเหนือกว่าผมมากมาย

แต่ผมไม่คิดเลย ว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองถือกฏหมายฉบับที่เอาเปรียบกฏขี่บังคับประชาชน อยู่ในมือแบบมีอำนาจล้นเหลืออยู่แล้ว พวกท่านยังพยายามใช้อำนาจเถื่อนเล่นเกมส์นอกกฏกติกาที่มีมากอยู่แล้วเข้าไป อีก
วันที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอบุกเข้าจับผมเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาพาผมกลับไปบ้าน พวกเขาเข้าค้นบ้านผมทุกซอกทุกมุม ก็ไม่พบสิ่งของผิดกฏหมายอะไร คงพบแต่โน๊ตบุ๊คผมและหนังสือมากมายเต็มบ้าน พวกเขายังหยิบหนังสือการเมืองบางเล่มไปเพื่อจะดูว่าผมอ่านอะไรบ้าง และภายหลังพวกเขาก็คืนมาให้ผมอย่างดี
หลังจากนั้น เมื่อผมหลบหนีออกจากประเทศไม่นาน บ้านหลังนี้ที่ผมตั้งใจซื้อเพื่อให้แม่กับน้องผมได้มาอยู่ด้วยก็มีเหตุ จำเป็นให้ต้องประกาศขาย เพราะเมื่อผมไม่อยู่ต้องหลบออกจากประเทศ ผมไม่มีงานทำ เงินที่ผ่อนบ้านแต่ละเดือนแม่กับน้องสาวผมไม่อาจรับภาระไหว ผมจึงต้องตัดใจประกาศขาย และเพื่อให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อมั่นใจว่าเมื่อซื้อแล้วท่านสามารถเข้าอยู่ ได้ทันที ผมจึงต้องให้แม่กับน้องสาวย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น บ้านหลังนี้ก็ว่างลงเป็นเวลาปีกว่าแล้ว ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน ไม่มีสิ่งของหลงเหลือในบ้าน คงมีแค่จักรยานคันโปรดของผมฝากจอดไว้อยู่
แต่แล้วจู่ๆไม่กี่วันมานี้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เล่นเกมส์เถื่อนกับผม เขาโทรไปหาน้องสาวผมทำทีเป็นขอซื้อบ้าน ถามว่าทำไมถึงขายบ้าน น้องสาวผมก็บอกไปว่าพี่ชายให้ขายเพราะพี่ชายไปอยู่ต่างประเทศ หลังจากนั้นก็มีคนโทรมาอีกครั้งคราวนี้เปิดเผยตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บอกว่าจะขอเข้าค้นบ้าน มีกุญแจมั๊ย ซึ่งแน่นอนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นัดล่วงหน้า น้องสาวผมก็อยู่ไกลและไม่ได้เตรียมกุญแจมาจึงบอกไปตามนั้น

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับบอกว่าตอนนี้อยู่หน้าบ้านแล้ว จะขอเข้าค้นเลย มีหมายค้นด้วย น้องสาวผมก็เลยงงว่าจะค้นหาอะไรเพราะบ้านไม่มีใครอยู่มาเป็นปีแล้ว และสิ่งที่ตำรวจบอกทำให้ตอนนี้แม่และน้องสาวผมตกใจและหวาดกลัวมาก เพราะตำรวจบอกว่า จะเข้าค้นปืนเถื่อนภายในบ้าน! และพวกเขาก็เข้าไปค้นภายในบ้านโดยที่ผมไม่ทราบว่าพวกเขาใช้กุญแจอะไรไข เข้าไป และขณะที่ค้นก็ไม่มีคนที่ผมมอบหมายรับรู้การค้นนั้นด้วย และตอนนี้ผมก็ไม่ทราบว่าเขาบันทึกการตรวจค้นว่าพบอะไรหรือไม่!

เหตุการณ์บัดซบที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลสองอย่าง
หนึ่ง การที่ตำรวจยกขโยงกันไปค้นบ้านแบบนี้ แน่นอนเพื่อนบ้านย่อมแตกตื่นและเป็นที่โจษจันกัน เพราะฉะนั้นต่อไปนี้การที่บ้านหลังนี้จะขายได้ย่อมเป็นเรื่องยาก เพราะผมสังเกตุพฤติกรรมคนมาซื้อบ้านก็มักจะไต่ถามความเป็นไปของบ้านจาก เพื่อนๆบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกัน ถ้าคนจะมาซื้อทราบว่าบ้านหลังนี้เห็นตำรวจยกโขยงมาค้นปืนเถื่อนแบบนี้ ท่านว่าจะมีใครอยากซื้อหรือไม่

สอง หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นทำให้แม่และน้องสาวผมหวาดกลัวและกดดันมาก จริงๆมันมีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่ผมไม่เคยเล่าคือ เมื่อผมโพสเรื่องราวที่ผมโดนจับครั้งแรกนั้น แม่ผมกับน้องก็โดนเรียกไปสอบ นั้นทำให้ครั้งนี้ พวกเขาถึงขนาดเอ่ยปากฝากมาว่าให้ผมเลิกโพสอะไรเสียทีเถอะ เพราะคนที่อยู่ในประเทศเดือดร้อน นี่มันก็เหมือนเจ้าหน้าที่ทำอะไรผมไม่ได้ก็เที่ยวไปกดดันคนที่ผมรักแทน เพื่อจะให้ผมหยุดต่อสู้
ผมอยากจะฝากบอกไปถึงเจ้า หน้าที่บ้านเมืองทั้งหลายไม่ว่าหน่วยไหนก็ตาม ผมเป็นประชาชนธรรมดาครับ ผมไม่เคยมีอาวุธใดๆในบ้าน ไม่ว่าอาวุธถูกกฏหมายหรืออาวุธเถื่อน อย่าใส่ร้ายป้ายสีผม หรือไม่ทราบว่าท่านมองจักรยานเสือหมอบผมเป็นอาวุธ!
แต่ถ้าผมจะมีอาวุธอะไรที่จะใช้ต่อสู้เพื่อให้ประเทศที่ผมรักมีควา ยุติธรรมกลับคืนมา เพื่อให้ประชาชนที่รักเสรีภาพอยู่กันอย่างไม่ต้องหวาดกลัวกฏหมายและอำนาจที่ ไม่เป็นธรรม ผมก็จะบอกว่าผมมีแค่กล้องถ่ายรูป มีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และอาวุธอีกอันที่สำคัญที่ผมมี ซึ่งท่านควรจะกลัวมากกว่าอาวุธปืนที่พวกท่านเสแสร้งปั้นแต่งขึ้นเพื่อป้ายสี ผม นั่นคือหัวใจของผมครับ

ในชีวิตผม ก็เคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาบ่อยครั้ง เรื่องการยัดข้อหาให้กับประชาชนผู้บริสุทธ์ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะเจอเข้ากับตัวเอง ผมไม่ทราบว่าที่พวกท่านกระทำลงไปมีเหตุผลอะไร

ผมไม่รู้พวกท่านพยายาม ปั้นแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม พวกท่านคงพยายามจะสร้างภาพว่าประชาชนในประเทศนี้ที่ลุกขึ้นเรียกร้องความ เป็นธรรมในประเทศ เป็นพวกก่อการร้าย เหมือนๆกับที่ท่านพยายามจะใส่ร้ายป้ายสีประชาชนมาตลอด เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องจริงว่าที่ประชาชนลุกขึ้นมาสู้นั้นเพราะอะไร

แต่ พวกท่านคงได้แต่มองประชาชนอย่างผิวเผิน คิดเอาเองว่าต้องมีปืนเท่านั้นประชาชนจึงจะกล้าลุกขึ้นสู้ แต่ผมอยากให้พวกท่านลองมองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ดูเถิดครับ ว่ามีประชาชนมือเปล่าหรืออย่างเก่งก็แต่มีหนังสติ๊กวิ่งเข้าสู้ทหารที่มี อาวุธปืนเต็มอัตราศึกอย่างไร พวกเขาไม่มีอาวุธเทียบเท่าพวกท่าน แต่อย่างนึงที่ประชาชนผู้ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมมีเหนือกว่าพวกท่าน คือหัวใจครับ
และถ้าท่านจะใช้กฏหมายวิธีการพิสดาร พันลึกเข้าเหยียบย่ำบีบบังคับหัวใจคน เหล่านี้ ผมขอบอกว่า นอกจากจะไม่ทำให้พวกเขาสยบยอมแล้ว พวกเขาจะลุกขึ้นสู้และตะโกนบอกพวกท่านว่า กูไม่กลัวมึงครับ แม้พวกเขาจะไม่มีอาวุธอยู่ในมือก็ตาม
ท้าย นี้ผมรับประกันแบบมนุษย์ธรรมดาคนนึงได้เลยครับว่า แม้ว่าพวกท่านจะพยายามใช้วิธีเถื่อนใส่ร้ายป้ายสีผมอย่างไร ผมก็จะสู้กับพวกท่านอย่างแฟร์เกมส์ครับ ผมจะไม่ใช้วิธีเถื่อนอย่างที่พวกท่านทำกับผมแน่นอนครับ ผมขอเอาเกียรติของประชาชนธรรมดานี่แหละครับยืนยัน
เพราะ ผมเชื่อว่าเมื่อวันนึงประเทศเขาสู่ความปกติและมีเสรีภาพ เมื่อนั้นประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้เองครับว่า ในวันที่บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเถื่อนใครหน่วยงานไหนทำอะไรไว้บ้าง.

ปรวย salty head
16 ธันวาคม 2554

เป็น วันที่ตัดสินใจยากยิ่งว่าจะโพสเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ดีหรือเปล่า แต่แล้วก็ตัดสินใจโพสครับ และพร้อมยอมรับและเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากโพสไปแล้ว


0 0 0 0 0
                                                                                                                                    
ที่มา timeupthailand

ปรวย salty head ตอนที่ 1 : เขาจับผมยังไง

วันจันทร์ 26 กรกฎาคม 2010


ปลาย เดือนพฤษภาคม วันนี้ตั้งใจขับรถออกไปซื้ออะหลั่ยจักรยาน เพื่อจะทำรถให้ดี อยากขี่ไปต่างจังหวัด กะว่าจะตลุยเหนือ อีสาน ขี่จักรยานไปคุยกับพี่น้องที่บอบช้ำกลับไปจากการชุมนุม อยากไปถ่ายรูปเผื่อมาทำสารคดี เพื่อให้ชาวบ้านมีพื้นที่ในการพูดบ้าง

กินข้าวอาบน้ำเสร็จ ราวบ่ายโมงกว่าๆ ขับรถออกไปจากหมู่บ้าน ออกไปได้ไม่ไกล เรียกว่าแถวหน้าหมู่บ้านนั่นแหละ มีรถคันนึงกำลังกลับรถอยู่ข้างหน้า ทำให้รถคันข้างหน้าผมติดคาอยู่ ปรากฏว่าผู้หญิงคนที่กำลังกลับรถ กลับจอดรถลงมาเปิดฝากระโปรงหน้า ผมนึกในใจอ้าวรถเสียนี่หว่า แถมจอดคาถนนด้วยสงสัยแบ๊ตหมด นึกได้ว่าในรถผมมีสายชาร์ท กำลังจะขยับรถเบี่ยงออกซ้าย เพราะเห็นรถคันหน้าผมจอดเฉยๆ กลับมีรถทางซ้ายวิ่งขึ้นมาด้านข้างรถผม ทำให้ขยับไม่ได้ นึกด่าในใจ ไอ้ห่าจะไปช่วยเข้าชาร์ทแบ๊ตเสืออกมาขวาง

ผมขยับจะเปิดประตู ก็มีชายวัยประมาณ 50 ใส่สูทเดินมาข้างรถ ตอนแรกนึกว่าคนบ้า เพราะอากาศร้อนขนาดนี้เสือกใส่สูทกลางถนน แต่ที่ไหนได้ ชายคนนี้เปิดด้านในเสื้อให้ดู มีปักคำว่า DSI ! จึงเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ผมไขกระจกลง ชายคนนั้นถามว่าปรวยใช่มั๊ย ผมคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะปฏิเสธ และผมเคยคิดไว้แล้วว่าถ้าโดนจับ ผมจะไม่แถแน่ๆ แต่จะพูดความจริง ผมบอกใช่ ชายคนนั้นบอกขอเข้าไปคุยในรถ ผมบอกงั้นเดี๋ยวผมเรียกทนาย ชายคนนั้นรีบบอก อ๋อนี่จะเอาแบบ formal ใช่มั๊ย

ผมเปิดประตูให้เขามานั่งในรถ เขาเอาหมายค้นให้ดู ผมดู ศาลแม่งขยันฉิบหายอออกหมายค้นให้วันอาทิตย์ (วันที่เขามาจับผมวันจันทร์) ชายคนนั้นถามผมว่า ผมไปโพสรูปอะไรในเว็บ ตอนนั้นผมนึกว่าเขาหมายถึงภาพตัดต่อ เว็บแรกผมนึกถึงรูปลิง ซึ่งผมคิดว่าถ้าเป็นกฏหมายหมิ่น รูปอะไรแบบนั้นน่าจะเข้าข่าย นั้นทำให้ผมมั่นใจว่า ผมไม่เคยโพสรูปแบบนั้นแน่ๆ ผมเลยบอกไปว่าไม่มีอ่ะ ผมไม่เคยโพสรูป เดี๋ยวตอนหลังผมจะเฉลยว่าเขาหมายถึงรูปอะไร ท่านทั้งหลายคอยกลั้นหัวเราะให้ดีก็แล้วกัน

เขาบอกผมอีกว่าคุณทำผิดเรื่องความมั่นคง ผมเลยฟิวส์ขาดแต่เก็บอารมณ์ไว้ได้หน่อยนึง เลยสวนไปว่าความมั่นคงบ้าอะไรของพวกคุณ คุณแม่งเอาความมั่นคงของประเทศชาติไปผูกไว้กับครอบครัวครอบครัวเดียว แบบนั้นไม่ใช่ความมั่นคงของประเทศ ตำรวจนายนั้นเลยชะงักไปหน่อย ผมคิดว่าเขาคงคิดในใจว่า งานนี้ไม่หมูแน่ๆ

จากนั้นเขาบอกให้ผมกลับเข้าไปในบ้าน ให้แกล้งบอกยามว่ามาปาร์ตี้กัน เดี๋ยวจะมีรถเจ้าหน้าที่ตามมาอีกสี่ห้าคัน ผมถึงรู้ว่าไอ้รถที่รายล้อมผมอยู่นั้นเป็นรถ DSI ทั้งหมด ตอนนั้นผมนึกในใจ ไอ้เหี้ยนี่กูคงไปฆ่าใครตายมั้ง แม่งถึงแห่กันมาขนาดนี้
ถึง บ้านตอนแรกผมก็ยังกวนตีนอยู่บอกยังไม่ให้เข้าบ้าน เดี๋ยวจะเรียกทนาย ตอนนั้นผมโมโหมาก เลยโวยวายไปว่าอ้อนี่เห็นว่ามีอำนาจจาก พรก เลยจะใช้ปืนกดหัวประชาชนหรือไงวะ บอกให้ก็ได้ผมไม่ได้โง่ ไม่ใช่ตาสีตาสานะ

เจ้าหน้าที่ผู้หญิงรับบอกว่าไม่มี ไม่มีใครมีปืน เบ็ดเสร็จผมนับคร่าวๆ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่มาที่บ้านผม ประมาณราวๆ เกือบยี่สิบคน ไอ้เหี้ยนี่กูคงไปฆ่าใครตาย จริงๆแน่เลย ทำไมกูไม่รู้วะ?!?

หลังจากนั้นแม่กับป้าก็บอกให้ผมใจเย็นๆ ผมเลยเย็นลง เลยเอ้าอยากค้นอะไรก็ค้นไปตามสบาย เจ้าหน้าที่ก็เริ่มค้นในรถในบ้าน โดยมีผมตั้งใจเดินกวนตีนตามตลอด ซึ่งมันก็น่าจะกวนตีน

เขา ถามหาโน๊ตบุ๊คผม ผมก็พาขึ้นไปบนห้อง ให้ไปทั้งตัวเก่าและตัวใหม่ บนห้องนอนผมจะมีชั้นหนังสือสูงจากพื้นจรดเพดานเต็มผนัง อัดแน่นไปด้วยหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คและดีวีดี ซึ่งก็เป็นที่สนใจของเจ้าหน้าที่ DSI ตัวหัวหน้าคนที่เข้าชาร์จผมคนแรกในรถ ไปเห็นหนังสือ การปฏิวัติฝรั่งเศสสามเล่ม 2 เล่มเป็นของอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัยเขียน อีกเล่มเป็นของหม่อมเจ้าอทิตยา อะไรสักอย่างผมลืมชื่อไป

แกก็ดูตื่นเต้นบอกนี่ไงๆ ผมบอกอะไรนี่มัน พศ. สองห้าสามห้านะครับ ไม่ใช่สองห้าหนึ่งเก้า จะได้มีความผิด หนังสือแบบนี้เขาขายกันทั่วไป แกก็หัวเราะบอกว่าเปล่าไม่มีอะไร แกบอกลูกน้องให้เอาไปด้วยเพื่อจะได้รู้แนวคิด ! แต่ลุกน้องก็ลืมหยิบไป
ขณะ ที่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ กำลังค้นของอยู่นั้น ตัวหัวหน้าและอีกคนก็พยายามคุยกับผมดีๆ ผมก็คุยดี แต่ผมก็พูดตรง เพราะโอกาสแบบนี้คงไม่มีบ่อยนักที่ผมจะได้พูดตรงๆกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

แกบอกว่าอ่านหนังสือเยอะนะ ผมบอกครับก็เพราะผมอ่านเยอะไง ผมถึงรู้อะไรเยอะ รู้ว่าอะไรถูกอะไรไม่ถูก รู้ว่าทำไมตอนนี้มันถึงสองมาตราฐาน รู้ว่าทำไมตอนยึดทำเนียบปิดสนามบิน ไม่มีใครทำอะไร มาตอนนี้แม่งไล่ฆ่าประชาชน ตำรวจหัวหน้าแกก็หัวเราะแล้วหันมาพยักเพยิดกับผมบอกว่าเนอะ ตอนนั้นตายสองคนตำรวจโดนสอบ ตอนนี้ตายแปดสิบกว่าคนไม่เป็นไร

ผมไม่รู้แกพูดเพื่อให้ผมรู้สึกมีพวกหรือแกรู้สึกจริงๆผมก็ไม่ทราบได้ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจ


พอลงมาข้างล่างมาที่โต๊ะทำงาน คราวนี้หนังสือบนโต๊ะยิ่งเป็นที่สนใจของ DSI มากขึ้น 4-5 เล่มที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นล้วนเป็นหนังสือของท่านปรีดีทั้งสิ้น เท่าที่จำได้เล่มนึงเป็นเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดี ผมกำลังสนใจเรื่องนี้ สนใจเรื่องสวัสดิการสังคมที่ท่านคิดมาตั้งแต่ก่อนปี 2500 แต่กลับถูกหาว่าเป็คอมมิวนิสต์ ผมว่ากำลังจะหาแง่มุมมาทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำแบบให้เข้าใจง่ายๆ ไม่ต้องปีนกะไดฟัง ปีนกะไดดู

อีกเล่มก็เป็นของคุณสุพจน์ด่าน ตระกูล เขียนเรื่องปรีดีหนี ส่วนอีก 2- 3 เล่มจำไม่ได้ แต่ทั้งหมดนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่รวบไป เลยได้ทีผมกวนตีนอีก

ผมพูดแบบหัวเราะเยาะเย้ยเช่นเดิมว่า เฮ้ยหนังสือปรีดีนี่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ขายกันใต้ดินแล้วนะ ไปงานสัปดาห์หนังสือนี่วางขายกันเยอะเลยนะ ประมาณนี้ที่ผมพูด
เมื่อ ได้ของจนพอใจ (จริงๆเจ้าหน้าที่ก็กวาดสาดๆไป ซีดีบนโต๊ะที่พวกคนทำงานกับผมเอางานมาส่งก็กวาดไปด้วย สงสัยจริงๆว่าจะเปิดดูทุกแผ่นหรือเปล่า)

จากนั้นก็ให้ผมเซ็นรับ ปิดผนึกอย่างดี บอกว่าจะเปิดก็เมื่อเปิดต่อหน้าผมเท่านั้น เอาของไปเก็บไว้แล้วจะนัดผมไปเปิดซองตรวจของกันทีละชิ้น ผมก็เซ้นต์ๆไป
แต่ ผมบอกว่า โน๊ตบุ๊คของน้องสาวผมไม่เกี่ยวช่วยกรุณาเอามาคืนเขาไวๆด้วย เพราะเขาไม่เกี่ยวและจริงๆก็ไม่ควรเอาไปด้วย แต่ตำรวจหัวหน้ารีบบออกว่าไม่ได้ต้องเอาคอมไปให้หมดเพื่อตรวจสอบ โชคดีผมไม่ได้บอกว่าผมมีเครื่อง Imac รุ่นแรก กับ mac LCII รุ่นจอขาวดำที่ผมเก็บสะสมอยู่ด้วย ถ้าบอกคาดว่าแกคงให้ลูกน้องเอาไปด้วย

จากนั้นเขาก็บออกให้ผมไปที่ DSI ผมถามว่าจะควบคุมตัวผมเลยหรือไม่ ผมจะได้เตรียมตัว เจ้าหน้าที่รีบบอกว่าเปล่าแค่ไปสอบสวน ขับรถไปได้เลยเอาแม่ไปด้วย ผมบอกแถวนั้นมันหลายประตูผมกลัวเข้าไม่ถูกถ้าเลยแล้วกลับรถไกล ให้ตำรวจมานั่งรถผมคนนึงจะได้คอยบอกทาง ตำรวจนายนึงที่ดูท่าทางเป็นมิตรก็ขึ้นมานั่งรถผม
จริงๆ ระหว่างตรวจค้นในบ้านตำรวจก็พยายามคุยเรื่องทั่วไป ผมเข้าใจว่าคงเพื่อให้ผมผ่อนคลายและรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้จะทำร้ายอะไร

ซึ่งดูของทุกอย่างในบ้านผมจะเป็นที่สนใจของตำรวจไปหมด ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเสียง ตำรวจบางนายถามผมว่าชอบฟังเพลงอะไร ผมบอกว่าชอบฟังแจ๊ซ แกก็บอกเออผมก็ชอบ วันหลังมาขอฟังบ้างเพราะแกก็เล่นเครื่องเสียง บางคนเห็นจักรยานผมก็สนใจผมก็อธิบายให้ฟังว่าจักรยานที่มันแพงๆหน่อยมันดี กว่าจักรยานธรรมดายังไง บรรยากาศช่วงนี้เหมือนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้านจริงๆ

ช่วงหน้ามาดูว่า เขาสอบสวนผมยังไง หรือมาดูว่าใครสอบสวนใคร โปรดคอยติดตามด้วยความระทึกในหทัยพลัน (ขอยืมสำนวนหน่อยนะครับ มติชน ฮา)

ที่มา timeupthailand

ปรวย salty head ตอนที่ 2 : เขาสอบสวนผมยังไง

วันพุธ 28 กรกฎาคม 2010

หลัง จากขับรถมาถึงที่ตึก DSI แล้วเจ้าหน้าที่ก็พาผมขึ้นไปข้างบน ตอนแรกเขาให้ไปที่ห้องหัวหน้า ผมก็ไปยืนรออยู่หน้าห้อง เจ้าหน้าที่ก็แยกย้ายไปตามห้องตัวเอง ผมไม่รู้จะไปไหน ยืนเก้ๆกังๆอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะทำอะไร ผมเลยยืนมองวิวข้างนอก

ฝนกำลังจะตกเมฆตั้งเค้าทะมึนดำทั่วท้องฟ้า แต่ที่ขอบฟ้าด้านหน้าผมกลับมีแสงส่องทะลุเมฆดำลงมาเป็นลำ สวยอย่างประหลาด ผมควักกล้องดิจิตอลตัวเล็กที่พกไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมาถ่ายรูป สักพักเจ้าหน้าที่ก็เดินมา เขาเห็นผมกำลังถ่ายรูปอยู่ เขาถามว่าถ่ายอะไร ผมบอกเมฆ สวยดี มันมีแสงส่องลงมาเป็นลำ เจ้าหน้าอีกสองสามคนเดินมาแถวนั้น เลยมาดูเมฆกับผม ผมไม่ได้บอกเขาหรอกว่า ผมเห็นเมฆนั้นแล้วผมคิดอะไร

ในความมืดมิดปกคลุมยังมีลำแสงแรงกล้าส่องทะลุ ผืนฟ้าแห่งความจริงกว้างใหญ่ใครพยายามจะเอาความเท็จสกปรกมาครอบงำ ย่อมทำได้ไม่หมดแน่ มันต้องมีสักแห่งที่ลำแสงแห่งความจริง ทะลุสาดส่องลงมาถึงพื้นดิน ตัวหัวหน้าก็ออกมาจากห้องมองเมฆที่ผมดูอยู่แป๊บนึงก็เรียกผมเข้าไปในห้อง เสร็จแล้วเขาก็เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายนึงมา บอกว่านี่ไงได้ตัวแล้ว ปรวยฯ เดี๋ยวลองให้เขาเข้าไปที่ประชาไท และฟ้าเดียวกันให้ดู นายตำรวจนายนั้นแกล้งตีหน้ามึน ถามผมว่าเราเป็นคนโพสเหรอ ผมบอกใช่ เขาถามว่าผมเป็นคนดูแลเว็บเหรอ ผมบอกเปล่าผมเป็นคนเข้าไปเล่น จากนั้นพวกเขาก็ปรึกษากันว่าเอาไงดี หมายถึงจะให้ผมไปใช้คอมฯที่ห้องไหนดี

สักพักเจ้าหน้าที่ที่ดูเป็นมิตรก็เดินมาบอกผมให้ไปที่ ห้องโน้นดีกว่า จะสวบสวนที่ห้องนั้นด้วย ผมก็เลยเดินตามไป พอเปิดประตูห้องเข้าไป ในห้องไม่มีใคร เจ้าหน้าที่คนนี้หันมาบอกกับผม พี่ไม่ต้องกลัว ห้องนี้แม่งแดงทั้งห้อง ผมก็ยิ้มๆ ไม่ว่าอะไร เพราะผมก็เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาบ้าง ไม่ใช่เรื่องตำรวจมะเขือเทศนะ แต่เป็นเรื่องที่ตำรวจจะใช้จิตวิทยาเวลาสอบสวน ให้รู้สึกว่าเฮ้ยเราพวกเดียว มีอะไรคุยกันได้

แต่อย่างที่บอกผมก็เคยนึกถึงซีนแบบนี้ไว้เหมือนกันว่า ถ้าผมโดนจับผมจะทำยังไง ผมนึกไว้แล้วว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะพูดความจริง เพราะในยามขับขันแบบนี้ขืนไปโกหกตัวเราเองนั่นแหละที่จะจำไม่ได้ว่าเราโกหก อะไรไป ผมเชื่อในความบุริสุทธิใจของผม ผมไม่ได้ไปโกงใคร ไม่ได้ไปฆ่าใคร ไม่ได้ปล้นใคร เพราะฉะนั้นผมจะพูดความจริงที่ผมทำ และจะพูดความจริงที่ผมคิดอย่างไม่ปิดบัง

ผมคิดว่าถึงแม้ผมอาจจะติดคุก แต่เมื่อวันหนึ่งความจริงปรากฏ มันก็จะถูกบันทึกไว้ว่า ที่ประเทศไทยเมื่อปี 2553 มีประชาชนพูดความจริงแล้วถูกจับเข้าคุก ถ้าคนที่ลงมือทำเขายังมีชีวตอยู่ ผมก็อยากดูว่าเขาจะทำหน้ายังไง เหมือนกับวันนี้ มีใครสักคนมั๊ยที่กล้าบอกอย่างภูมิใจว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผมเองนี่แหละที่ผูกคอนักศึกษาที่ต้นมะขาม ผมเองนี่แหละที่เอาเก้าอี้ฟาดศพนักศึกษา ผมเองนี่แหละที่เอายางรถยนต์เผานักศึกษา มีใครกล้าพูดมั๊ย

ผมถามเจ้าหน้าที่คนนั้นว่าอ้าวหัวหน้าไม่ว่าอะไรเหรอ เขาก็บอกว่าไม่ว่าอะไรเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว เขาบอกให้ผมรอที่ห้องนี้ เขาถามว่ากินอะไรมั๊ย ผมบอกว่าก็ดี เพราะผมรู้สึกหิว เขาถามว่าเอาอะไรดี ผมบอกอะไรก็ได้ งั้นสั่งแมคนะเจ้าหน้าที่นายนั้นบอก ผมก็เลยบอกว่างั้นผมเอาชีสเบอร์เกอร์ก็แล้วกัน เขาออกจากห้องไป
ผม มองไปรอบห้องก็เหมือนห้องสำนักงานทั่วไป มีโต๊ะทำงานเรียงกันเป็นแถวชิดผนัง แต่เมื่อหันกลับมามองอีกด้าน ที่ผนังมีผ้าแถบสีแดงเขียนว่า “ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน” ติดอยู่ ผมรีบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เข้ามาในห้อง สี่ห้าคน มีคนใหม่เข้ามาเพิ่ม ดูท่าทางเป็นเซียนคอมพิวเตอร์เพราะเขาจัดการเปิดคอมฯให้ผมเพื่อให้เข้าไปที่ เว็บประชาไท แต่ก็ขำดี ก็ตอนนี้ ICT มันบล๊อกเว็บอยู่เลยเข้าไม่ได้ ผมก็ถามเขาว่าไม่มีโปรแกรมทะลวงเว็บเหรอ DSI น่าจะมีดิ เขาก็ถามผมว่าผมเข้ายังไง ผมก็บอกของผมเครื่องแมคมันมีโปรแกรมอันนึงเข้าได้ แต่พีซีนี่ผมไม่รู้ผมไม่เคยใช้เครื่องพีซี แต่บางทีถึงมีโปรแกรมก็เข้าไม่ได้เพราะช่วงนี้เขาบล๊อกอย่างแน่นหนา คุณก็น่าจะรู้

พวกเขาก็พยายามกันใหญ่อยู่พักนึง สุดท้าย เขาเลยบอกงั้นไปอีกห้องนึงดีกว่า เครื่องห้องนี้โดนบล๊อกไว้และไม่มีโปรแกรมทะลวง เขาเลยพาผมไปอีกห้องหนึ่ง คราวนี้เข้าได้ เขาเลยให้ผมลองล๊อคอินเข้าไปในประชาไทให้ดู จริงๆเขาก็รู้หมดละครับว่าผมล๊อคอินอะไร และพาสเวิร์ดอะไร เพราะตัวหัวหน้าบอกผมเองว่าพาสเวิร์ดคุณนี่โคตรยากเลยตั้งสิบตัวกว่าจะแกะ ได้

จากนั้นเขาก็บอกให้เข้าไปที่เว็บฟ้าเดียวกัน ผมบอกไม่มีแล้วครับฟ้าเดียวกันเขาเปลี่ยนเป็นคนเหมือนกันแล้ว เขาก็ให้ผมเข้าแต่ผมก็เข้าไม่ได้ เขาถามว่าพาสเวิร์ดอะไร ผมบอกก็พาสเวิร์ดเดียวกันเพราะผมขี้เกียจจำ ผมพยายามเท่าไหร่ก็เข้าไม่ได้ แต่จริงๆมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับตอนนั้นเลย เพราะ ICT มันขยันบล๊อคแล้วไม่รู้มันบล๊อคยังไงบางทีก็ล็อคอินเข้าไม่ได้ หลายคนคงจำได้ว่าช่วงนั้นเว็บเดี้ยงเป็นแถว หรืออาจจะเป็นว่า…ผมนึกขึ้นมาได้ ผมเลยบอกว่าสงสัยข่าวเรื่องผมโดนจับรั่วแล้วมั้งครับ อาจจะมีใครรู้แล้วลบผมออกแล้วก็ได้

ตัวหัวหน้าเหมือนโดนจี้ใจดำ เขาบอกว่าไม่มีไม่มีทางที่ข่าวจะรั่วได้ พูดเสร็จก็หุนหันออกไป ตัวคนที่ดูเซียนๆเรื่องคอมฯก็บอกไหนลองอีกที ผมลองหลายครั้งก็เข้าไม่ได้ เขาเลยบอกว่าเออสงสัยโดนลบออกไปแล้ว ไหนลองเข้าประชาไทอีกทีซิ คราวนี้ผมกลับมาลองประชาไท ปรากฏว่าประชาไทท่ีเมื่อกี้เข้าได้ คราวนี้ก็เข้าไม่ได้แล้ว เจ้าหน้าทีรายนี้เลยสรุปว่า โอเคพอแล้ว เข้าไม่ได้แล้วละโดนลบออกจากสมาชิกแล้ว

จังหวะนั้นตัวหัวหน้าก็โผล่เข้ามาอีกทีด้วยอาการฉุนๆ ถามผมว่าผมได้บอกใครหรือเปล่าว่าโดนจับ ผมบอกเปล่าไม่ได้บอกใคร เขาบอกไม่ได้บอกใครแล้วทำไมมีคนรู้ นี่ไง มีคนตั้งกระทู้ที่ประชาไท เขาบอกว่าตั้งมาจากออฟฟิสอะไรสักอย่างผมจำไม่ได้แล้ว แต่นั่นหมายความว่า ที่ DSI สามารถรู้ได้ในทันทีว่าในประชาไท ใครตั้งกระทู้ตอบกระทู้มาจากไหน !

แถมก่อนหน้านี้ตำรวจที่ดูเซิยนๆเรื่องคอมฯก็บอกผมว่า ที่นี่เขารู้ตั้งนานแล้วว่าใครคือปรวย ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับที่ตัวหัวหน้าบอกกับผมว่าเขาตามดูผมมานานแล้ว ไปเฝ้าทั้งที่ออฟฟิส ทั้งที่แถวบ้าน ผมนึกในใจโอช่างขยันกันจริงๆ แล้วนี่ถ้าเกิดไม่มีกฎหมายหมิ่นฯแล้ว คนไม่ล้นงานเหรอนี่

จากนั้นเขาก็พาผมกลับไปที่ห้องเดิม ชีสเบอร์เกอร์ก็มารอท่าแล้ว เขาให้เวลาผมกินอาหารก่อน เสร็จแล้วเดี๋ยวจะเริ่มสอบสวน ผมกินไม่ได้มากเท่าไหร่ด้วยใจจะรีบทำให้จบๆ เหมือนกับว่ามามะ เดี๋ยวเราจะขึ้นสังเวียนกันแล้ว
กินเสร็จเขาก็เริ่มสอบสวนผม โดยมีตำรวจ 4-5 นายนั่งรายล้อมผม และก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนสองคนนั่งในห้องนั้นด้วย

เจ้าหน้าที่ที่ชอบทำหน้ามึนๆ ก็เริ่มถามผม โดยรวมก็ถามว่า ล๊อคอินที่ผมใช้นี่ใช้กี่คน รู้จักใครในเว็บบ้าง ผมเป็นเว็บมาสเตอร์หรือเปล่า ผมมีหน้าที่อะไรในเว็บ ซึ่งการสอบสวนแบบนี้ก็มองได้สองอย่าง หนึ่งอยากรู้ว่าเรามีขบวนการหรือเปล่า สองถามเพื่อให้มัดว่าล๊อคอินนี้เป็นเราแน่นอนไม่ผิดตัว ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ผมตั้งใจว่าจะพูดความจริง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะถามเพื่อจุดประสงค์อะไรผมก็พูดความจริง ผมบอกล๊อคอินผมเองแหละไม่ได้ใช้ร่วมกับใครและผมเป็นแค่สมาชิก ก็จบเรื่องเทคนิคไป

คราวนี้มาเรื่องแนวคิด ก่อนจะเริ่มเจ้าหน้าที่ที่ดูเป็นมิตรก็เอาแฟ้มหนาปึกมาเปิดเอกสารที่เขา ปริ้นท์ข้อความที่ผมโพสไว้ที่คนเหมือนกัน มันเป็นรูปลายเซ็นต์ผมในคนเเหมือนกัน ตัวหัวหน้าก็ถามเลย รูปนี้คุณโพสใช่มั๊ย ผมยิ้มเลย รูปนี้แน่ๆที่ตัวหัวหน้าถามผมในรถว่าคุณไปโพสรูปอะไรไว้ ผมเลยถามกลับว่าแปลกอะไรครับ ผิดกฏหมายด้วยเหรอครับ รูป คมช เข้าเฝ้าในหลวงมีใครในประเทศนี้ไม่เคยเห็นหรือครับ แกก็ไม่ว่าอะไร แต่ถามต่อแล้วนี่ข้อความนี้ของคุณใช่มั๊ย ผมบอกใช่ครับ ก็มันเรื่องจริงหรือเปล่าละครับ ถ้าไม่มีในหลวงคนทำรัฐประหารก็ไม่รู้จะเข้าเฝ้าใครตอนทำรัฐประหาร นี่มีในหลวงก็ทำให้พวกเขาอุ่นใจ จริงหรือเปล่าครับ ไม่มีใครตอบอะไร

เขา ยังคงเปิดแฟ้มต่อไป มีอันนึงตั้งแต่ปี 2551 แล้วถามผมว่าอันนี้ผมโพสหรือเปล่า ผมบอกว่าโห..นั่นมันตั้งแต่ปี 51 ผมจะจำได้ยังไงละครับ แต่ว่านี่ชื่อผมแน่ ปรวย salty head แต่จะให้ผมยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านี่ผมโพส ผมยืนยันไม่ได้หรอกครับ เอาละพอแล้วเขาบอก จากนั้นเขาก็ให้ผมเซ็นต์ชื่อตรงแผ่นที่มีรูป คมช เข้าเฝ้าในหลวง

จากนั้นตัวหัวหน้า ก็เริ่มถามผมว่า ไหนลองเล่าให้ฟังซิว่า ทำไมคุณถึงคิดว่าสถาบันไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมแทบขำกับคำถามนี้ แต่ก็เหมือนเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้พูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนฟัง อย่างน้อยก็ 5-6 คนในห้องนี้แหละน่า

ผมบอกว่า ผมไม่ได้คิดเองเลยครับ ไม่ใช่อยู่ๆผมก็มานั่งคิดเองว่าสถาบันกษัตริย์ลงมายุ่งกับการเมือง ผมอ่านข่าวครับ ไอ้ข้อมูลที่ผมได้มาก็ไม่ได้ลึกลับพิสดาร หรือมีใครป้อนมาจากใต้ดินที่ไหนหรอกครับ ถ้าท่านอ่านข่าวและจำแม่น วิเคราะห์หาเหตุหาผลเป็น ไม่อคติ ยอมรับความจริง ท่านก็จะคิดแบบผมนี่แหละครับ ผมเริ่มเดินเครื่องด้วยการเกริ่นไปแบบนี้

ตัวหัวหน้าบอกเอ้าไหนว่ามาซิ ไหนในหลวงท่านไปยุ่งยังไง ผมอยากรู้เหมือนกัน ผมจะเอาข้อมูลนี้ไปเขียนผลวิจัยว่าพวกนี้เขาคิดกันยังไง

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนไฟมันถูกจุดติดในตัวผมแล้วครับ ประหนึ่งว่าผมยืนพูดอยู่กลางสนามหลวงก็ไม่ปาน

ท่านจำได้มั๊ยครับ ปี 2549 เมื่อเดือนเมษามีเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองลงเลือกตั้งหลายพรรค แต่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านไม่ลงเลือกตั้ง การเลือกตั้งติดขัดเพราะบางเขตคนลงคะแนนไม่พอ ในหลวงท่านออกมาตรัสว่ายังไงจำได้หรือเปล่าครับ

ตอนนี้เจ้าหน้าที่ในนั้นทำมึนกันหลายคน ถามว่าท่านพูดกับใคร
ผมเลยเล่าต่อ ท่านพูดกับผู้พิพากษาไงครับ ท่านปรึกษาว่ามีทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้มั๊ย

การ เลือกตั้งพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งๆที่มีพรรคเล็กพรรคน้อยลงเลือกตั้งอีกตั้งหลายพรรค พวกนั้นเขาไม่ใช่คนไทยเหรอครับ แล้วท่านเป็นตำรวจท่านไม่สงสัยบ้างเหรอครับว่า การจะตัดสินอะไรมันต้องมีการสอบสวนตามขบวนการ แล้วจึงตัดสินไปตามขั้นตอน แต่นี่ไม่กี่วัน ศาลรวมหัวกันออกมา
บอกว่าให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มันไม่ผิดปกติหรือครับ รวมทั้งเอาท่านวาสนาไปติดคุก ท่านเป็นตำรวจเหมือนกันไม่รู้สึกอะไรหรือครับ

แล้วไงต่อ เสียงเจ้าหน้าที่ในห้องนั้นเขี่ยไฟในตัวผม
แล้วไงครับ วันรัฐประหาร นายทหารที่เข้าเฝ้ากำลังทำผิดกฏหมายอาญามาตรา 113 ท่านเป็นตำรวจท่านรู้ใช่มั๊ยครับ ผมถามต่อว่า กฎหมายอาญามาตรานี้ยังใช้อยู่หรือเปล่าครับ แล้วการรัฐประหารนี่เป็นประชาธิปไตยหรือครับ มันไม่เป็นประชาธิปไตยแต่ทำไมท่านไม่ตรัสอะไรบ้างครับ ทำไมกล้าตรัสว่าการเลือกตั้งพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นโมฆะได้มั๊ย แต่ไม่กล้าตรัสว่าการทำรัฐประหาร

ไม่เป็นประชาธิปไตยบ้างละครับ

เงียบไม่มีใครตอบอะไร

เอ้า แล้วพระราชินีล่ะ มีคนนึงถาม

อันนี้ผมตอบแบบหัวเราะเลยครับ

โห ท่านเคยได้ยินวันตาสว่างแห่งชาติหรือเปล่าครับ แน่นอนตามระเบียบตำรวจต้องทำมึนไม่รู้จัก


งานศพน้องโบว์ไงครับ ผมเล่าต่อ น้องโบว์นี่ตายหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลใช่มั๊ยครับ ตอนนั้นพวกพันธมิตรกำลังพยายามจะเข้ายึดกองบัญชาการตำรวจนครบาลใช่มัียครับ แล้วในงานศพราชินีท่านตรัสว่า น้องโบว์เป็นเด็กดีช่วยชาติรักษาสถาบัน แบบนี้มันไม่ชัดหรือครับ แล้วยังจะคลิปที่สนธิ ลิ้มทองกุลพูดเองอีกว่าได้

รับของขวัญจากน้องสาวพระราชินี

มีเสียงนายตำรวจที่ทำหน้ามึนตลอดสวนขึ้นมาว่า พูดที่ไหน เมื่อไหร่

ผมตอบไปว่าไม่เคยเห็นคลิปนี้จริงๆหรือครับ เจ้าหน้าที่ที่ดูเป็นมิตรรีบบอกว่า มีครับมี ผมเคยดู

ผมเลยได้ทีพูดต่อ นั่นไงครับ

แล้วไหนจะคดีพันธมิตรทียึดทำเนียบยึดสนามบินอีกไม่มีใครกล้าทำอะไร
ตัวหัวหน้ารีบบอกว่า ก็ไม่ให้ DSI ทำนี่ ถ้าให้ DSI ทำป่านนี้เสร็จไปแล้ว
จังหวะ นี้ผมจำได้แม่นเลย ผมหันขวับมาจ้องตาหัวหน้า แล้วถามว่า จริงหรือเปล่าครับ ท่านกล้าจับพันธมิตรจริงหรือเปล่าครับ ไม่มีเสียงตอบคงมีแต่เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนของหัวหน้ากลับมาแทน

ผมร่ายต่อ คนไทยไม่โง่นะครับ เขาดูออกว่าทำไมมันถึงสองมาตราฐาน ฝ่ายนึงโดนไล่ล่า ฝ่ายนึงทำผิดยังไงก็ได้ ไม่มีใครทำอะไร คนไทยรับรู้เรื่องแบบนี้ได้ง่ายครับ เพราะมันอยู่ในชีวิตประจำวัน

แท๊กซี่ขับรถฝ่าไฟแดงตำรวจจับ แต่ถ้ารถเบนซ์ขับฝ่าไฟแดงตำรวจไม่จับ เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะตำรวจกลัวรถเบนซ์ครับ แต่เพราะตำรวจรู้ว่าเบื้องหลังรถเบนซ์นั้นจะมีคนที่เส้นใหญ่อยู่

เหมือนกันครับตำรวจไม่จับพันธมิตรเพราะอะไร คนก็รู้ครับ คนรู้ว่าเบื้องหลังพันธมิตรนั้นมีคนสนับสนุนอยู่ และก็ใหญ่พอที่ตำรวจทหารจะไม่กล้าทำอะไร
ผมยกตัวอย่างนี้ไปได้ยังไง ผมยังไม่รู้เลยครับมันออกไปเองโดยอัติโนมัติ

ที่พูดมาอันนั้นมันก็นานแล้ว แล้วตอนนี้ละท่านยุ่งยังไง

ทหารที่ยิงประชาชนตายนี่ทหารหน่วยไหนครับ?

ทหารที่ส่งมาอารักขาอภิสิทธิ์นี่ทหารหน่วยไหนครับ?

วันก่อนมีรูปลงในเว็บ เห็นคุณหญิงจรุงจิตต์ ไปนั่งไปนั่งในราบ 11 ไปทำไมครับ?

อันนั้นรูปตัดต่อได้มั๊ย หัวหน้าแย้ง

ไม่น่าครับ ใครจะถ่ายรูปด้านหลังเก็บไว้แล้วเอาไปตัดต่อครับ ฯลฯ

สบายใจมั๊ยได้พูดหมดแล้ว หัวหน้าคนนั้นถามผม

ผมบอกก็ดีครับ เพราะผมก็ไม่เคยพูดอะไรแบบนี้กับใคร

แต่ยังไงมันก็ผิดกฏหมายนะ คุณรู้ใช่มั๊ย ยังไงประเทศนึงมันต้องมีสถาบันหลักเป็นหลักของประเทศ

ผมถามว่าแล้วจะเป็นหลักได้ไงครับ เมื่อไม่ยุติธรรม จะสงบสุขปรองดองได้มันต้องยุติธรรมก่อน

ตอนนี้เหมือนผมขึ้นธรรมาสน์เลย

ผมแปลกใจประเทศเราเป็นเมืองพุทธซะเปล่า ปากก็บอกว่าเป็นชาวพุทธ แต่ไม่รู้หลักเหตุและผล พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าทุกข์ให้ดับที่เหตุ คุณไม่อยากให้คนวิจารณ์สถาบันแต่ปล่อยให้สถาบันลงมายุ่งการเมือง ปล่อยให้อีกฝ่ายเอามาอ้างทำลายอีกฝ่าย แล้วคุณมาไล่จับคนวิจารณ์ ผมถามว่ามันจะหมดมั๊ยครับ คุณจะจับหมดมั๊ยครับ

แต่ว่าคุณไปโพสยังงั้นมันก็ผิด คือคุณเข้าใจมั๊ยว่ามันมีกฎหมายอยู่ เอางี้ซิคุณได้พูดแบบนี้แล้วคุณสบายใจ ตอนหลังก็ไม่ต้องไปโพส ก็ไปพูดกับเพื่อนอะไรไป

เพื่อนผมแม่งเหลืองหมด ผมบอก ผมไม่รู้จะไปพูดกับใคร แต่จริงแล้วมันก็ไม่เกี่ยวครับ คือผมนี้ไม่มีส่วนได้เสียกับวิกฤตินี่เลย ท่านไปบ้านผมก็เห็นแล้ว ผมนี่โคตรชนชั้นกลางเลย ชีวิตถ้าไม่มายุ่งกับเรื่องนี้ก็โคตรสบายเลย ทำงานมีเงินใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง สบาย มีตังค์ก็ไปกินเหล้า เที่ยวผับ ตีหม้อ เลี้ยงเด็ก ช้อปปิ้ง รากหญ้า ชาวบ้านจะเป็นยังไงก็ไม่ต้องสนใจ เพราะกูเป็นชนชั้นกลาง เอามั๊ยละ ท่านอยากให้พลเมืองของประเทศเป็นแบบนั้นหรือเปล่าเอามั๊ยละ ให้พลเมืองของประเทศไม่ต้องสนใจบ้านเมือง หาความสุขใส่ตัวอย่างเดียว เอามั๊ย ผมประชด

นายตำรวจที่ทำมึนๆมาตลอดบอกว่า เออ คุณมีความคิดดีนะ
แต่ผมรู้เลยว่าเขาจะพูดอะไรต่อ “แต่มันก็ผิดกฏหมาย” เขาไม่ได้พูดหรอก แต่ผมรู้ว่าเขาคิดแบบนั้น

คือผมเข้าใจพวกเขาเลย ไม่ได้ว่าอะไรเลยที่ไปจับผม เพราะที่ฟังเขาพูดมาสองสามเที่ยว ดูเหมือนเขาจะเข้าใจว่าอะไรมันเป็นยังไง แต่สุดท้ายก็เข้าที่เดิมยังไงมันก็ผิดกฏหมาย

เพราะผมได้ยินคำพูดนี้มา ไม่ต่ำกว่า 10 รอบ ในวันที่พวกเขามาจับผม เมื่อผมพูดอะไร เขาก็จะอ้างอย่างเดียวว่า “แต่ว่า…ยังไงมันก็ผิดกฏหมาย”

หลังจากสอบสวนเสร็จ เขาก็ปล่อยผมกลับบ้าน บอกว่าให้รอหมายเรียก แล้วก็เดี๋ยวจะโทรบอกให้มาเอาคอมฯคืนไปหลังจากได้ทำการ copy ทุกอย่างจากคอมฯผมและคอมฯน้องสาวไว้หมดแล้ว

หลังจากนั้น อาทิตย์ต่อมาเขาก็เรียกให้ไปเอาคอมฯคืน ต่อมาก็ให้ไปเอาฮาร์ดิสก์คืน รวมทั้งหนังสือท่านปรีดีด้วย

มีวันนึงที่ผมไปเอาฮาร์ดิสคืน เจ้าหน้าที่หนุ่มๆนายนึง ที่ผมดูว่ายังไม่มีตำแหน่งสูงนักเดินมาส่งผมที่ลิฟท์ ระหว่างรอลิฟท์ผมก็เลยคุยกับเขา ผมบอกว่าดีนะทำงานที่นี้ไม่ต้องใส่ชุดตำรวจ เขาบอกก็ดีครับ แต่งเหมือนพนักงานออฟฟิส แต่ผมชอบใส่เสื้อโปโล แต่มีปัก DSI ไปไหนช่วงนี้ก็ต้องระวังหน่อย

นี่ทำงานแบบนี้ต้องนั่งเฝ้าหน้าคอมฯทั้งวันเลยซิผมถามเขา ผมรู้เพราะวันที่ผมพยายามเข้าเว็บไม่ได้ ก็มีตำรวจนายอื่นแซวเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนี้ว่า ให้ไอ้นี่เข้าดิมันนั่งอ่านทั้งวันแหละ เขาตอบครับก็นั่งอ่านเว็บดูทั้งวันแหละครับ

เสียงลิฟท์มาพอดี ผมขยับจะเดินเข้าลิฟท์ เขาก็เดินตามมาและก่อนผมจะทันเข้าไปในลิฟท์ เขาก็พูดกับผมว่า ผมอ่านแล้วผมก็ชอบแนวคิดของพี่นะ แต่ว่า….ยังไงมันก็ผิดกฎหมาย
ผมหันไปมองหน้าเขา ไม่ตอบอะไร จนลิฟท์ปิดและเลื่อนลงมา

อืมม…คุณอยู่ในประเทศนี้ คุณพูดความจริงได้ แต่..ยังไงมันก็ผิดกฏหมาย ทรงพระเจริญพะย่ะค่ะ

หลังเหตุการณ์ที่ผมโดนจับกุม ผมก็หยุดโพสไปเลย กะว่าจะใช้ชีวิตเงียบๆ แต่เมื่อติดตามข่าวเหล่านี้

บก.ลายจุด ไปผูกผ้าแดงที่ราชประสงค์โดนจับ

นที สิวารี ไปยืนตะโกนที่ราชประสงค์โดนตำรวจนอกเครื่องแบบอุ้มไปขัง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็เถอะ

เด็กนักเรียนอายุ 16 ปี ไปยืนถือป้ายต้าน พรก. ที่เชียงราย ตกเย็นตำรวจไปค้นที่บ้าน โดนตำรวจเรียกไปสอบ

ผมคิดว่ามึงจะมากไปแล้ว ผมคิดว่าผมควรจะกลับยืนยันสิทธิของพลเมือง ว่าการเป็นพลเมืองของประเทศนี้ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก

หมายเหตุ
นี่เป็นเศษเสี้ยวหนึ่ง ของเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยคนธรรมดาคนหนึ่ง ด้วยวิธีธรรมดา ซึ่งก็แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้แต่วิธีธรรมดาเช่นนี้ ในประเทศนี้ก็ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

การไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะเป็นปัญหาต่อประเทศที่มีคนมากกว่าหกสิบล้านคนยังไง

การไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะเป็นอุปสรรคในการพยายามที่จะสร้างความปรองดองในประเทศยังไง

การไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้ประเทศนี้เดินบิดเบี้ยวมายังไงและจะเดินบิดเบี้ยวต่อไปยังไง

โปรดติดตามในโอกาสต่อไป โดยไม่ต้องระทึกในดวงหทัยพลัน เพราะซีรียส์เหล่านี้จะเป็นเรื่องยาว จนกว่าเสรีภาพและความเป็นธรรมจะปรากฏขึ้นในประเทศนี้

ขอความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ จงมีแด่เพื่อนผู้รักเสรีภาพและประชาธิปไตย และเพื่อนผู้มีจิตใจโอบอ้อมต่อคนที่มีความยากลำบากกว่าตน

สวัสดี
ปรวย salty head

ที่มา timeupthailand

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

3 ก๊กแห่งประเทศไทย ฤา "ทักษิณ จะซ้ำรอยเจียงไคเช็ค-จากแนวร่วมกลายเป็นศัตรู?"

โดย สุภาพชนแดง

วันนี้ผมขอพูดย้ำเรื่อง 3 ก๊กแห่งประเทศไทยครับ 三国 ครับ 3 ก๊กโบราณ三国演义มีวุ่ยก๊ก/ ง่อก๊ก/ จ๊กก๊ก ครับ มีโจโฉ มีเล่าปี่ และมีซุนกวน นะครับ

3 ก๊ก ของจีน เกิดอีกครั้งในยุค 1924-1945 (ในประเทศจีน เกิดมี 3 ก๊ก อีกครั้ง) มีก๊กที่ 1 ญี่ปุ่นผู้รุกราน ก๊กที่ 2 ก๊กมินตั๋ง(ซุนยัดเซ็นและเจียงไคเช็ค) และก๊กที่ 3 พรรคคอมมิวนิสต์-เหมาเจ๋อตง จงกั๋วก้งฉานต่าง中国共产党 นะ ครับ

ในปี คศ. 1924 ก๊กมินตั๋ง กับ ก้งฉานต่าง(พรรคอมมิวนิสต์จีน) ได้ทำแนวร่วมกันต่อสู้กับญี่ปุ่นครับ พรรคคอมมิวนิสต์ตั้งโรงเรียนการเมืองการทหารหวงฝู่นะครับ แต่ต่อมา 1927 ก๊กมินตั๋งทรยศครับ แทนที่จะปราบญี่ปุ่นกลับหันไปปราบพรรคคอมมิวนิสต์และประชาชนที่ต่อต้านญี่ปุ่นครับ

เหมาเจ๋อตง ชี้ให้ประชาชนเห็นว่า “พรรคก๊กมินตั๋ง” ต่อสู้กับญี่ปุ่นอย่าเฉื่อยเนือย แถมแอบส่งสัญญาณให้ญี่ปุ่นเข่นฆ่าประชาชนที่ต่อสู้กับญี่ปุ่นอีกด้วย การต่อสู้อย่างเฉื่อยเนือย-เป็นสัญญาณที่”ทรยศ”

เหมาเจ๋อตงและก้งฉานต่าง จึงชี้นำให้ประชาชนต่อสู้อย่างเอาการเอางานจริงจัง ไม่เฉื่อยเนือย มีคนจีนบอกว่า อย่าวิจารณ์ก๊กมินตั๋ง เห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่เหมาเจ๋อตง แยกอย่างละเอียดว่า “ฝ่ายหนึ่งสู้เฉื่อยเนือย อีกฝ่ายสู้อย่างจริงจัง”

สำหรับประเทศไทยในปัจุบัน มี 3 ก๊ก三国เช่นเดียวกันครับ “เรามีก๊กศักดินา –ก๊กพรรคเพื่อไทยนายทุนทักษิณ --ก๊กขบวนการคนเสื้อแดงรากหญ้ากรรมาชีพ --- 3 ก๊ก (ซานกวั๋อ) 三国 เช่นกันครับ

พรรคเพื่อไทยได้ทำแนวร่วมกับคนเสื้อแดง โดยผ่านแกนนำ นปช. (ลูกจ้าง) ดึงคนเสื้อแดงเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยและให้อยู่ภายใต้การชี้นำ “ต่อสู้กับศักดินาอย่างเฉื่อยเนือย และต่อสู้แบบหน่วงเวลาและสิ้น เปลือง และกราบ แบบยอมจำนน

3 ก๊กของประเทศไทย กำลังขับเคี่ยวกันอย่างซับซ้อน ใครไม่ละเอียดลึกซึ้ง สู้แบบหยาบๆ และมักง่าย ใช้ปัญญาที่มู่ทู่ ย่อมไม่อาจเชือดเฉือน เยื่อใยอำมหิตของศักดินาให้ขาดสะบั้นได้เลยนะครับ

ลำพังการต่อสู้ของพรรคเพื่อไทย ที่ส่วนใหญ่ถูกครอบงำด้วยกลุ่มชนชั้นนายทุน และต่อสู้ปลุกเร้าจิตใจด้วย โต๊ะจีน/คอนเสิร์ต/ตัวตลก/และเงินค่าจ้าง ย่อมมิอาจจะต่อสู้ยืดเยื้อยาวนาน หรือสร้างคนที่ เสียสละด้วยอุดมการณ์ขึ้นได้เลย

ฉะนั้น เพื่อประกันชัยชนะของประชาชน เพื่อรู้ทันศักดินา ฝ่ายประชาชนต้องมีการนำรวมหมู่ มีคณะนำ หรือนำแบบคณะกรรมการครับ

ผมขอพูดเรื่อง “เจียงไคเช็ค เป็นศัตรูกับประชาชนเมื่อใด ?” นะครับ

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่พรรคก๊กมินตั๋งที่มีเจียงไคเช็คเป็นผู้นำ ได้จับมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมีเหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำ เพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่น เมื่อร่วมกันต่อสู้ญี่ปุ่น ศัตรูตัวเดียวกัน ก็เป็นมิตรกันนะครับ

แต่เมื่อไม่ร่วมสู้กับศัตรูแถมไปร่วมมือกับศัตรู จากมิตรก็กลายเป็นศัตรูนะครับ พอเจียงไคเช็คหักหลังประชาชน โดยการร่วมมือกับญี่ปุ่นปราบพรรคคอมมิวนิสต์จีน และปราบประชาชนจีนที่สนับสนุนและเข้าร่วมในพรรคอมมิวนิสต์ ตรงจุดนี้คือเส้นแบ่งมิตรกับศัตรูนะครับ

ตอนนี้ทักษิณ เฉลิม อนุดิษฐ์ เพรียวพันธ์ เป็นศัตรูกับคนเสื้อแดง และประชาชนทั่วไปหรือยัง?

คนที่เอ่ยชื่อดังกล่าวนี้ ได้เป็นศัตรูประชาชนแล้ว ในทางการกระทำครับ แต่ถ้าดูเพียงคำพูด พวกนี้จะอ้างว่ารักประชาชน พวกพรรคเพื่อไทย ทักษิณ เฉลิม เพรียวพันธ์ อนุดิษฐ์ คือผู้ลงมือปราบประชาชนมิให้แก้ ม.112 และไม่เอาผิดคนฆ่าประชาชน เขาหลอกประชาชนมาให้ถูกฆ่า และพวกเขาไม่ทำลายล้างชนชั้นศักดินา และทุนผูกขาดศักดินา

เมื่อเขาร่วมมือกับศักดินา ย่อมเป็นสัญญาณที่”ทรยศ” การกระทำเป็นการเปิดโฉมหน้าว่า “เขาเป็นศัตรูประชาชน”

ประชาชนไม่ควรลังเลอีกต่อไปว่าพรรคเพื่อไทย ทักษิณ ขวัญชัย ลูกจ้างและสมุนทักษิณ จะเป็นศัตรูประชาชนหรือไม่?

ปัจจุบัน ได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาลงมือปราบประชาชนที่ก้าวหน้า และแยกสลายพลังประชาชน ให้คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งไปรับใช้การกดขี่ขูดรีดของทุนใหญ่ศักดินาที่ทักษิณมีหุ้นส่วนในกิจการเดียวกันกับศักดินาจำนวนมาก เช่น เอไอเอส ปตท. ฯลฯ ”

โดยสภาพชนชั้นของทักษิณ เขามีชีวิตด้วยการใช้กรรมกร และลูกจ้างทำงานให้กิน และทักษิณมีโอกาสหยิบทุนเงินตรามาเป็นเครื่องมือขูดรีดแรงงาน เป็นทุนผูกขาดที่กินแรงงานส่วนเกิน กินผลผลิต กำไรของสังคมทั้งครอบครัว พัฒนาจากมิตรของกรรมกรทางเศรษฐกิจ จนกลายมาเป็นศัตรูทางการเมืองกับกรรมาชีพทั้งชนชั้นแล้ว

โดยสถานะการเมือง และโอกาส เขามีโอกาสหากินร่วมกับศักดินาได้ง่ายๆ เพียงแค่ยอมรับใช้ศักดินาและจ่ายเงินส่วยให้ศักดินา ทำแบบซีพี และแบงค์กรุงเทพ ก็อยู่กับศักดินาได้แล้วนะครับ

พรรคเพื่อไทยและทักษิณ ไม่จำเป็นต้องมาลงแรงปฏิวัติ ไม่ต้องประกาศเป็นหัวหน้าการเปลี่ยนแปลง ที่ต้องใช้กองกำลังเข้าโค่นล้มระบอบ ซึ่งทักษิณ ไม่มีวันที่จะทำเช่นนั้น เพราะเขากลัวตาย เพราะต้องไล่ล่ากันทั่วโลก และกลัวครอบครัวของทักษิณเดือดร้อน (ประชาชนเดือดร้อนไม่เป็นไร? เขาคิดจะชดใช้ให้)

โดยสถานภาพของชนชั้นนายทุน ที่ใช้เงินทุนเป็นเครื่องสูบดูดเอาผลงาน เอาผลผลิตของกรรมาชีพ มาใส่ครอบครัวตน พวกกลุ่มทุนเหล่านี้ เป็นศัตรูทางชนชั้น ต่อกรรมาชีพ ตั้งแต่เริ่มต้น แต่ยังไม่แตกหัก ทักษิณใช้ทุนขูดรีดกรรมาชีพมาโดยตลอด แต่ยังไม่เป็นศัตรูต่อกรรมกรในช่วงแรก เพราะทักษิณยังเป็นผู้ประกอบการรายย่อย และยังไม่ได้ก่ออาชญากรรมทางการเมืองแบบทุกวันนี้

ที่หลอกคนไปตาย และไม่เอาผิดคนฆ่า ซึ่งเท่ากับทักษิณร่วมมือกับฆาตกร ประชาชนถูกฆ่าจากใครนั้น ทักษิณรู้ดี แต่เขาไม่เอาผิดกับฆาตกร ถ้าฆาตกรสังหารประชาชนเพื่อเขา และครอบครัว

ทักษิณเป็นศัตรูแล้วหรือไม่?

ถ้ามองในสายตายชนชั้นกรรมาชีพ ในมิติการเมืองปัจจุบัน เขาคือศัตรูประชาชน  เดิมศัตรูหลักคือทุนผูกขาดของศักดินาที่มีสมุนชื่อเปรม สุรยุทธ์ เนวิน สุเทพ อภิสิทธิ์ ประยุทธ์ บัดนี้มีทักษิณเพิ่ม ที่ได้ไปต่อแถว เปิดแผนกไล่ล่าประชาชนที่ก้าวหน้า

เดิมทักษิณเคยเป็นแนวร่วมประชาชนในการสู้ศักดินาสมัยที่ยังไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาลอีกครั้ง บัดนี้ทักษิณได้ย้ายข้างไปปกป้องศักดินาแล้วอย่างโจ่งแจ้ง และท้าทายประชาชนแล้ว ประชาชนไม่ควรลังเล ที่จะแจ้งข่าวที่ถูกต้องให้แก่กันและกัน

ประชาชนต้องตระหนักรู้ หรือตื่นรู้ว่า ทักษิณและพรรคเพื่อไทย คือ ตัวอันตราย ตัวใหม่ อีกตัวที่เผยตนออกมาเอง ที่เขาเข้าสมทบการปราบปรามประชาชนและปกป้องระบอบทุนผูกขาดศักดินา ประชาชนจึงต้องระมัดระวังสมุนของทักษิณให้มากขึ้นด้วย และควรจำแนกบุคคลเป้าหมาย ที่ประชาชนจะต้องเตรียมการ Delete (ลบ) ทิ้งต่อไป

ปฎิรูปหรือปฏิวัติ

 โดย ศรีสองเมือง

คำว่า”ปฏิวัติ” นั้นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงจากคุณภาพเก่าไปสู่คุณภาพใหม่เป็นการเปลี่ยนแปลง ในระดับโครงสร้างพื้นฐานเลยทีเดียว เช่นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปลี่ยนจากระบอบสังคมที่ล้าหลังไปสู่สังคมที่ ก้าวหน้ากว่า หรือเปลี่ยนระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ระบอบประชาธิปไตย หรือจากระบบความคิดเก่าไปสู่ระบบความคิดใหม่
  
ส่วนการ ปฏิรูป นั้นหมายถึงการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังคงไว้ซึ่งลักษณะโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่การเปลี่ยนไปสู่คุณภาพใหม่แต่อย่างใด จะลดหรือเพิ่มก็เพียงด้านปริมาณเท่านั้น


ใครก็ตามที่เสนอแนวทาง ”ปฏิรูป” ในการเคลื่อนไหวต่อสู้ และอ้างว่ามันเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดสำหรับแก้ไขความขัดแย้งต่างๆในสังคมได้  สามารถสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขารักสันติ แท้จริงแล้วเป็นเพราะแนวทางนี้จะเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกเขาที่จะคงสถานะได้ เปรียบทางสังคมของตนเอาไว้ต่างหาก        

แนวคิดปฏิรูปจึงสามารถโน้มน้าวปัญญาชนนายทุนน้อยทั้งหลายให้เห็นดีเห็นงาม ไปด้วย พวกเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับคุณภาพที่ไม่ผ่านความรุนแรงนั้นมีความ เป็นไปได้ โดยไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เลยว่ามันไม่เคยเป็นจริง  ขอให้เรามาเปรียบเทียบคุณภาพของการปฏิรูปและการปฏิวัติว่ามันมีความแตกต่าง กันอย่างไร
      
หากเราต้องการต้มน้ำให้เดือดโดยใช้อุณหภูมิแค่ 40 องศา(c) น้ำจะค่อยๆสะสมอุณหภูมิให้สูงขึ้นทีละเล็กทีละน้อย  แต่จะไม่มีวันถึงจุดเดือดและกลาย เป็นไอได้เลย น้ำจะยังคงสภาพเป็นของเหลวอยู่ เพียงแต่มีอุณหภูมิสูงขึ้นบ้างเท่านั้น   ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ(กลายเป็นไอ)แต่อย่างใด เปรียบได้ดั่งแนวคิดของนักปฏิรูปที่ฝันถึงความค่อยเป็นค่อยไปและมีความหวัง ว่าถ้าเผด็จการทรราชล่วงไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีตามมา  โดยมิได้คำนึงถึงการก้าวขึ้นมาแทนที่ของทรราชคนใหม่คนต่อไป และคนต่อไปเลย ดังนั้นแนวคิดปฏิรูปจึงไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสังคมได้ ทั้งนี้เพราะรากฐานและโครงสร้างทางอำนาจของเผด็จการดั้งเดิมยังคงดำรงอยู่ อย่างเหนียวแน่น แนวทางปฏิรูปจึงเป็นแค่เพียงความเพ้อฝันของคนกลุ่มหนึ่งที่ได้เปรียบใน สังคมเท่านั้น  
  
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ยุคใกล้ที่ผ่านมามันได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเด่น ชัดว่า  สังคมไทยภายใต้การครอบงำของลัทธิเผด็จการ  หรือคนที่มีความคิดเผด็จการ  หรือคนที่ยอมรับใช้เผด็จการตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์มาจนถึงปัจจุบัน   ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนรากหญ้ามีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ขึ้นเลย  ยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรของความยากจน หนี้สิน  และความอยุติธรรมนานาชนิดท่ามกลางการกดขี่ ประเทศชาติมีหนี้สินพอกพูนขึ้นมากมาย ในขณะที่ชนชั้นปกครองและบริวารกลับมีความสุขและร่ำรวยขึ้นท่ามกลางความอด อยากยากจนของประชาชน
  
มันเป็นไปได้อย่างไร... ที่ประชาชนของประเทศซึ่งได้ชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรแห่งหนึ่ง ของโลก ต้องมาประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายถึงปานนี้  เท่านั้นไม่พอยังถูกยัดเยียดให้ซึมซับรับเอาค่านิยมสามานย์เพ้อฝันและถูก มอมเมาด้วยวัฒนธรรมที่ไร้สาระอีกด้วย  พวกเขาผลิตคติธรรมคำพูดที่สละสลวยสวยงามขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย จากสติปัญญาของ ลูกหลานกรรมกรชาวนาที่ทรยศต่อชนชั้นเดิมของตน แต่ละวันเราจะพบเห็นได้ยินการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อที่เป็นองค์กรจัดตั้งของพวก เขา เพราะพวกเขามีเจตนาที่จะกักขังประชาชนให้ตกอยู่ในความมืดบอดทางปัญญาและ เป็นเบี้ยล่างที่สิ้นหวังไปตลอดชีวิต     กดหัวให้ยอมเป็นเครื่องมือที่มีลมหายใจทำการผลิตปัจจัยต่างๆเพื่อการดำรงชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยของพวกเขาเท่านั้น  
    
สำหรับแนวคิดที่ว่าจะได้ประชาธิปไตยมาโดยร้องขอนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นความคิดเพ้อฝันและไร้เดียงสาอย่างยิ่งในทางการเมือง ไม่แน่ว่าอีกกี่ชั่วคนจึงจะได้รับการตอบสนอง สำหรับประชาชนที่ตาสว่างแล้วจะไม่ยอมเลือกเส้นทางนี้อย่างเด็ดขาด  แต่จะเพิ่มอุณหภูมิของการต่อสู้ให้สูงขึ้นจนกว่าถึงจุดเดือดเพื่อจะเปลี่ยน สถานะภาพของสังคมที่เลวร้ายให้กลายเป็นสังคมที่ดีงามของประชาซน เป็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพจากสถานะเก่าไปสู่สถานะใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะปฏิวัติ!!!!! ต่อจากนั้นค่อยทำการปฏิรูป
      

การเพิ่มอุณหภูมิคืออะไร? ก็คือการเพิ่มนักปฏิบัติเข้าไปในหมู่ผู้นำมวลชนทุกระดับในขบวนแถวของ ประชาชน เป็นการแก้ปมทางยุทธศาสตร์ที่พวกเผด็จการพยายามสกัดกั้นทำลายหัวขบวนของ ประชาชน  เพราะเขายังมีความเชื่ออย่างเก่าว่าเมื่อไม่มีหัวขบวนก็จะเคลื่อนไหวไม่ได้ เราจะเห็นได้ว่าความคิดนี้ได้แปรไปสู่การกระทำด้วยการพยายามคุกคามในรูปแบบต่างๆต่อ ผู้ที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวทุกๆระดับทั่วประเทศ ในอดีตมันอาจจะได้ผลแต่สำหรับปัจจุบันเงื่อนไขต่างๆไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นแล้ว  เพียงเงื่อนไขของเวลาเพียงอย่างเดียวก็ได้ผลักดันให้สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงสาเหตุของ ”ความขัดแย้งภายใน”  ของพวกเขา ประชาชนได้พัฒนาความรับรู้มากขึ้นและกำลังอยู่ในระยะสะสมปริมาณเพื่อจะก้าว ไปสู่คุณภาพใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้
      
การที่มวลชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวอย่างมากมายมหาศาลนั้น ไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่านี่เป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้การเคลื่อน ไหวต่อสู้ที่ผ่านมาจะเป็นการให้การศึกษาแก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี   แต่ยังไม่ก่อให้เกิด”พลวัตร” ที่มากพอจะไปเอาชนะผู้กดขี่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสร้างและยกระดับความรับรู้ของประชาชนขึ้นมาให้ถึงขั้นที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยพื้นฐาน ต้องเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้และต้องถือว่าเป็นภาระ หน้าที่ๆสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งไม่อาจละเลยได้  ยิ่งในขณะนี้ต้องถือว่ามันเป็นปัญหาใจกลางที่มีความสำคัญ
  
ในยามที่จิตใจสู้รบของมวลชนอยู่ในกระแสสูง จะต้องเร่งสร้างผู้ปฏิบัติ งานซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดชัยชนะขึ้นมาอย่างเร่งด่วน เสริมสร้างปัจจัยที่เป็นคุณและสิ่งที่ขาดหายไปขึ้นมาเพื่อพัฒนาดุลยภาพใน การต่อสู้ การสร้างตัวแทนของมวลชนในระดับต่างๆนั้นยังไม่เพียงพอ ต้องติดอาวุธทางปัญญาให้พวกเขาสามารถไปทำหน้าที่เป็นผู้นำความคิดทางการ เมืองและแนวทางการต่อสู้ที่ถูกต้องสอดคล้องกับภววิสัยให้แก่ประชาชนได้อีกด้วย ต้องทำให้พวกเขาเป็นเมล็ดข้าวเปลือกทางปัญญา   ตกที่ไหนก็จะงอกงามที่นั่น          

ยังไม่สายที่จะ ปรับความคิด ปรับขบวน  
เลือกแนวทางให้ชัดเจนว่าเป้าหมายในการต่อสู้คืออะไร ปฏิรูปหรือปฏิวัติ



ที่มา redsiam

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พิพากษา ‘ดา ตอร์ปิโด’ 15 ปี จำเลยไม่อุทธรณ์หลังถูกขัง 3 ปีครึ่ง

15 ธ.ค.54  ที่ศาลอาญา รัชดา ห้องพิจารณาคดี 801 เวลาประมาณ 9.40 น. ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นเวลาราว 40 นาที หลังจากศาลอุทธรณ์สั่งยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสั่งให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตี ความ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ต.ค.54 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการพิจารณาลับของศาลชั้นต้นไม่เป็นการขัดรัฐ ธรรมนูญ และมีการนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาเป็นวันนี้ (15 ธ.ค.) เนื่องจากมีการโยกย้ายองค์คณะผู้พิพากษา

นายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ นั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาระบุว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง เป็นความผิดในมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา จำเลยกระทำผิด 3 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มีผู้สื่อข่าว ผู้สนใจร่วมฟังคดีนี้ประมาณ 20 คน รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยห้องพิจารณาคดีเข้มงวดกว่าปกติ และมีเจ้าหน้าที่ในชุดปฏิบัติการพิเศษทำการควบคุมตัวจำเลยมายังห้องพิจารณาคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในครั้งแรกก่อนจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น สั่งลงโทษจำคุกไว้ 18 ปี โดยในคำฟ้องของอัยการระบุว่าจำเลยกระทำผิดโดยกล่าวปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้งในวันที่ 7 มิ.ย.51, 13 มิ.ย.51 , 18-19 ก.ค.51 ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวโดยเป็นการปราศรัยของกลุ่มประชาชนที่ก่อตัวขึ้นก่อนจะเกิด นปก.หรือ นปช. เป็นเวทีขนาดเล็กมีประชาชนร่วมฟังราว 40-50 คน ต่อมาวันที่ 22 ก.ค.51 เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าจับกุมตัวดารณีที่ห้องพัก และควบคุมตัวไว้ที่ทัณฑสถานหญิงกลางจนถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน และไม่ได้รับการประกันตัว

สำหรับคำบรรยายความผิดที่ผู้พิพากษาอ่านในครั้งนี้ สรุปความได้ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และพระราชนี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งจากการเบิกความพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายได้ยืนยันตรงกันว่า จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยโดยมีบางตอนที่เข้าข่ายผิดกฎหมายและมีการบันทึก เสียงไว้ พยานโจทก์ทั้ง 3 ทำการหาข่าว ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่เคยรู้จักกับจำเลยและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ประกอบกับแม้จะมีการนำส่งซีดีผิด แต่ในขณะพิจารณาคดีได้มีการนำส่งซีดีใหม่และศาลได้เปิดฟังต่อหน้าจำเลยทั้ง หมดแล้วซึ่งตรงกับเอกสาร [เอกสารถอดเทปจากการบันทึกเสียง-ประชาไท] แม้จำเลยจะบ่ายเบี่ยงว่าจำไม่ได้ว่าได้ปราศรัยอะไรไปบ้าง แต่จำเลยไม่ได้ปฏิเสธการขึ้นกล่าวปราศรัย ทั้งยังเบิกความเองว่าหลังการรัฐประหารจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยอยู่โดยตลอด เจือสมกับการสืบพยานโจทก์
 
ประเด็นพิจารณาต่อมาคือ ข้อความดังกล่าวดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรือไม่ ซึ่งพยานโจทก์ทั้ง 4 ซึ่งเป็นตำรวจและประชาชนทั่วไปต่างก็ยืนยันว่าเป็นการกล่าวเปรียบเทียบ เปรียบเปรย จาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์และพระราชินี ซึ่งพยานทั้งหมดไม่รู้จักและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย อีกทั้งรัฐธรรมนูญระบุว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะ ล่วงละเมิดมิได้ ดังนั้นประชาชนจะใช้เสรีภาพไปล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์และพระราชินีไม่ได้ ทั้งยังมีหน้าที่ต้องรักษาสถาบันไว้คู่ประเทศ การมีผู้ใดกล่าวจาบจ้วงล่วงเกินเป็นสิ่งไม่พึงกระทำ การกล่าวปราศรัยในวันที่ 7 มิ.ย.51 มีการกล่าวถึงปลอกคอสีเหลือง สีน้ำเงิน และน้ำดื่มจิตรลดา ซึ่งแม้มิได้ระบุชื่อชัดแจ้ง แต่พฤติการณ์ที่กล่าวถ้อยคำเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าต้องการสื่อว่าทั้ง สองพระองค์สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการกล่าวจาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์และพระราชินี ส่วนในการกล่าวปราศรัยวันที่ 13 มิ.ย.จำเลยปราศรัยถึง “มือที่มองไม่เห็น” เชื่อมโยงกับกระบวนการยุติธรรมที่ถูกบิดเบือน รวมทั้งระบุว่าประเทศไทยมีสภาพเหมือนก่อนปี 2475 จำเลยจบการศึกษาระดับปริญญาโท และเป็นสื่อมวลชน ย่อมต้องทราบดีว่าการปกครองก่อนปี 2475 เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คำปราศรัยดังกล่าวสื่อว่าปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจสิทธิขาด อีกทั้งจำเลยเป็นสื่อมวลชนย่อมต้องทราบว่าการเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะผู้ พิพากษาเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงบุคคลที่บ้านสี่เสาเทเวศที่เกี่ยวพันกับการรัฐ ประหาร ซึ่งแม้ไม่ได้ระบุชื่อจริงแต่จำเลยเป็นสื่อมวลชนย่อมต้องรู้ข้อเท็จจริงว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อาศัยที่บ้านสี่เสาเทเวศ และพยานโจทก์ได้เบิกความว่า พล.อ.เปรม ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี ดังนั้น คำว่า “มือที่มองไม่เห็น” จึงไม่ได้หมายถึง พล.อ.เปรมอย่างที่จำเลยกล่าวอ้าง และแม้เป็นการเปรียบเปรยแต่ก็ทำให้ผู้ได้ยินรู้ว่าหมายถึงใคร นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงราชวงศ์ของญี่ปุ่น รัสเซีย และฝรั่งเศส โดยจำเลยใช้คำว่า  “ชนชั้นปกครอง” ซึ่งสื่อความหมายถึงสถาบันกษัตริย์

ผู้พิพากษาระบุอีกว่า แม้จำเลยจะเบิกความว่าไม่เจตนาจาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์ เพราะประเทศไทยอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ และต้องการปกป้องสถาบัน ไม่ให้ใครดึงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่จากการพิจารณาจากเนื้อหาการปราศัยทั้งหมด มิใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง จะเห็นว่าจำเลยกล่าวซ้ำหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำด้วยเจตนา ไม่ใช่พลั้งเผลอ จำเลยจึงกระทำผิดตามฟ้อง

ภายหลังการพิจารณาคดี ดารณี ให้สัมภาษณ์จากห้องขังของศาลอาญาว่าจะไม่อุทธรณ์คดี เนื่องจากประสบการณ์จากหลายๆ คดีทั้งคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดียาเสพติดทั่วไปที่ได้เห็นจากในเรือนจำนั้น การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใช้เวลายาวนานมาก หลายกรณีใช้เวลาเป็นสิบปี จึงตัดสินใจให้คดีสิ้นสุด เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ดารณีพยักหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ดารณีเพิ่งถูกย้ายกลับมายังทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 ธ.ค.) หลังจากถูกย้ายไปยังเรือนจำคลองไผ่จังหวัดนครราชสีมาในช่วงเกิดสถานการณ์น้ำ ท่วมเรือนจำ ซึ่งดารณีระบุว่า เรือนจำคลองไผ่ให้การดูแลผู้ต้องดีกว่าเรือนจำในกรุงเทพฯ ทั้งอาหารการกินและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง แม้อากาศจะหนาวมาก แต่ก็มีการประสานกับกาชาดสากลเพื่อจัดหาผ้าห่มให้อย่างเพียงพอ แต่ยังขาดแคลนเรื่องยารักษาโรค โดยดารณีไม่ได้รับยาแก้ปวดรักษาอาการขากรรไกรยึดติดตลอดสองสัปดาห์

ที่มา prachatai

รัฐสวัสดิการ (Welfare State) คืออะไร?

ในยุคปัจจุบัน ไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีสวัสดิการสำหรับคนจนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วระบบสวัสดิการที่พบในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย มีลักษณะที่ไม่ครอบคลุม แยกส่วน และไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนได้


รัฐสวัสดิการ (Welfare State) เป็นระบบสวัสดิการรูปแบบที่พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดสำหรับระบบทุนนิยม และถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) รัฐสวัสดิการมีลักษณะพิเศษคือ

(ก) เป็นระบบครบวงจรที่ดูแลพลเมือง “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต

(ข) เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า คือพลเมืองทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับ ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นคนจนสุดเท่านั้น พลเมืองจึงไม่ต้องเสียศักดิ์ศรีในการพิสูจน์ความจน

(ค) เป็นระบบสวัสดิการเดียวสำหรับพลเมืองทุกคนที่อาศัยรัฐเป็นผู้บริหาร ไม่ใช่ว่ามีหลายระบบซ้ำซ้อนกัน อย่างที่เรามีในประเทศไทย

(ฆ) เป็นระบบสวัสดิการที่อาศัยงบประมาณจากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือคนรวยจ่ายมาก คนจนจ่ายน้อย

เชิญอ่านบทความเต็มว่าทำไมประเทศไทยควรเป็นรัฐสวัสดิการ และรัฐสวัสดิการคืออะไรได้ที่นี่ บทความวิชาการของ ใจ อึ๊งภากรณ์

ที่มา redthaisocialist

ชนชั้น พรรค และแนวร่วม

สังคมไทยแบ่งเป็นชนชั้นอย่างชัดเจน มี “ผู้ใหญ่” กับ “ผู้น้อย” คนรวย กับคนจน และมีนายทุน กษัตริย์ ทหาร ผู้ประกอบการรายย่อย กรรมาชีพลูกจ้าง และเกษตรกร

คนที่สนใจเรื่องชนชั้น มักจะเป็นคนที่สนใจที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่มันมีหลายวิธีที่จะจำแนกชนชั้นต่างๆ เช่นอาจดูรายได้ ลักษณะงาน หรือรสนิยม

นักมาร์คซิสต์จำแนกชนชั้น ตามความสำพันธ์กับระบบการผลิต เพราะระบบการผลิตเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนดำรงชีวิตในโลกได้ และความสัมพันธ์กับระบบนี้ที่แตกต่างกัน นำไปสู่อำนาจที่แตกต่างกันในสังคม

อำนาจของชนชั้นปกครอง(ชนชั้นนายทุน)มาจากอำนาจที่จะควบคุมทรัพยากรและมูลค่าต่างๆ อำนาจในการคุมระบบการผลิตกับชีวิตงาน และอำนาจในการคุมกองทัพและสื่อ ส่วนประชาชนธรรมดาก็มีอำนาจเช่นกัน อำนาจหลักมาจากการที่เราเป็นผู้ทำงานสร้างมูลค่าทั้งปวง ที่สำคัญคือความสัมพันธ์กับระบบการผลิตที่ต่างกัน นำไปสู่ผลประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่นนายจ้างต้องการกำไรมากที่สุด แต่ลูกจ้างต้องการเพิ่มค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ดีเป็นต้น  

ในระบบทุนนิยมมีชนชั้นดังนี้คือ
1. นายทุน ผู้ควบคุมหรือเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่นโรงงาน บริษัท หรือรัฐวิสาหกิจ ในโลกสมัยใหม่อำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิตเป็นเรื่องหลัก เพราะนายทุนไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทั้งบริษัทก็ได้ แค่ถือหุ้นส่วนใหญ่ก็พอ และในกรณีรัฐวิสาหกิจ นายทุนคือข้าราชการชั้นสูง หรือทหาร ที่ถือตำแหน่งในกรรมการบริหาร นายทุนทั้งชนชั้นมีอำนาจมาก เพราะควบคุมเศรษฐกิจ และทุกอย่างที่ทำให้เราดำรงชีพได้ โดยไม่มีประชาธิปไตยหรือการเลือกตั้งแต่อย่างใด เขาสามารถตัดสินใจเรื่องการลงทุน การถอนทุน การจ้างงาน หรือการเลิกจ้างได้ นอกจากนี้ชนชั้นนายทุนคุมอำนาจรัฐในส่วนที่ไม่มีการเลือกตั้งอีกด้วย เช่นกองทัพ ตำรวจ สื่อ หรือศาล และใช้สถาบันเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของตน แต่ชนชั้นนายทุนเป็นคนส่วนน้อยของสังคม  

2. กรรมาชีพ คือผู้ที่เป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรในโรงงาน พนักงานในออฟฟิส ข้าราชการชั้นผู้น้อย แรงงานรับจ้างในภาคเกษตร พยาบาล ครู อาจารย์ และรวมทั้งทนายหรือหมอที่เป็นลูกจ้างอีกด้วย ชนชั้นกรรมาชีพไม่มีอำนาจในการคุมปัจจัยการผลิต บริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ แต่มีพลังต่อรองสูง ถ้ารวมตัวกันตั้งสหภาพแรงงาน เพื่อทวงคืนมูลค่าที่ตนเองผลิต ยิ่งกว่านั้น ชนชั้นกรรมาชีพมีพลังซ่อนเร้นมหาศาล เพราะเป็นผู้ทำงานในใจกลางระบบทุนนิยม การนัดหยุดงานหรือการยึดสถานที่ทำงานโดยชนชั้นกรรมาชีพโดยประสานกันทั้งประเทศ อาจนำไปสู่การล้มอำนาจนายทุนและการสร้างสังคมใหม่ได้ แต่กรรมาชีพต้องพัฒนาจิตสำนึกทางการเมืองและมีพรรคเป็นองค์กรจัดตั้ง ถึงจะล้มนายทุนได้ ในสังคมไทยชนชั้นกรรมาชีพเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม

3. ชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางในสังคมเรา เป็น “กลุ่มชนชั้น” มีความหลากหลายและกระจัดกระจาย เป็นคนที่ไม่ใช่นายทุน และไม่ใช่ลูกจ้างระดับธรรมดา เช่นเกษตรกรผู้ผลิตเองรายย่อย พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ผู้ประกอบการเอง หรือหัวหน้างาน และผู้บริหารที่เป็นลูกจ้างนายทุนแต่มีอำนาจให้คุณให้โทษ ชนชั้นกลางเป็นกลุ่มชนชั้นที่ไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ บางส่วนขยายจำนวน บางส่วนเริ่มมีน้อยลงเพราะล้มละลาย และชนชั้นนี้มีปัญหาในการรวมตัวกัน เพราะไม่เป็นปึกเป็นแผ่น มีผลประโยชน์ต่างกัน และอาจเป็นคู่แข่งกันด้วย บ่อยครั้งชนชั้นกลางต้องไปเกาะติดกับชนชั้นที่มีอำนาจมากกว่า เช่นชนชั้นนายทุนหรืออำมาตย์ หรือบางครั้งอาจเกาะติดกับชนชั้นล่างเมื่อมีการต่อสู้ ดังนั้นจุดยืนทางการเมืองของชนชั้นกลางจะไม่คงที่ ชนชั้นกลางมีจำนวนน้อยกว่ากรรมาชีพในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะเกษตรกรรายย่อยกำลังล้มละลาย และคนส่วนใหญ่เป็นลูกจ้าง

นักมาร์คซิสต์ให้ความสำคัญกับกรรมาชีพเป็นพิเศษเนื่องจากมีอำนาจซ่อนเร้นทางเศรษฐกิจ และการต่อสู้ของกรรมาชีพจะเน้นการรวมตัวกันเพื่อประโยชน์คนจำนวนมาก เพราะกรรมาชีพในสถานที่ทำงานถูกบังคับโดยสถานการณ์ให้ต่อสู้แบบรวมหมู่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถ้าสู้แบบปัจเจกจะต่อรองกับนายจ้างไม่ได้ แต่กรรมาชีพไทยยังต้องจับมือสร้างแนวร่วมกับคนจนในชนบทอีกด้วย เช่นลูกจ้างภาคเกษตรและเกษตรกรรายย่อย คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นกรรมาชีพหรือเกษตรกรรายย่อย แต่อาจมีผู้ประกอบการเองเข้ามาร่วมอีกด้วย ประเด็นที่น่าสนใจคือคนเสื้อแดงชื่นชมนายทุนอย่างทักษิณ เพราะพรรคไทยรักไทยให้ประโยชน์กับคนธรรมดามากมาย แต่ถ้าคนเสื้อแดงพัฒนาจิตสำนึกทางการเมืองมากขึ้น จะมีการนำตนเอง และผลักดันการต่อสู้ที่ไปไกลกว่าขั้นตอนการประนีประนอมกับอำมาตย์ ที่คนอย่างทักษิณหรือพรรคการเมืองของเขาต้องการ
ชนชั้นกลางบางส่วน โดยเฉพาะพวกพ่อค้าแม่ค้าที่มีธุรกิจขนาดเล็กในเมือง หรือที่เป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหาร มักจะเป็นพวกล้าหลังที่เกลียดชังคนจนและไม่ชอบประชาธิปไตย ในอดีตพวกนี้จะสนับสนุนฮิตเลอร์กับพวกฟาสซิสต์ และในปัจจุบันเราจะเห็นพวกนี้เข้าไปร่วมกับพันธมิตรฯ ที่ต่อสู้เพื่อช่วยให้อำมาตย์ครองเมือง
นอกจากนี้ในกลุ่มเสื้อเหลืองยังมีนักสหภาพแรงงานบางส่วนที่ถูกชักจูงไปรับใช้อำมาตย์ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสังกัดชนชั้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าใครจะมีความคิดทางการเมืองแบบไหนอย่างอัตโนมัติ นี่คือสาเหตุที่นักมาร์คซิสต์พยายามจัดตั้งพรรค ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งทางการเมือง ที่พยายามเสนอแนวคิดที่เป็นประโยชน์กับคนจน เพื่อแข่งแนวและช่วงชิงการนำในหมู่ประชาชน
 
พรรคปฏิวัติ พรรคปฏิวัติตามแนวคิดนักมาร์คซิสต์ เป็นที่รวมของนักเคลื่อนไหวที่มีจิตสำนึกก้าวหน้าพอที่จะเข้าใจว่าเราต้องปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม พรรคอาจประกอบไปด้วยกรรมาชีพ เกษตรกร นักศึกษา หรือคนชั้นกลาง แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนสังคมคือส่วนที่เป็นกรรมาชีพ เพราะกรรมาชีพคือพลังหลักทางเศรษฐกิจ พรรคปฏิวัติจึงถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมของกรรมาชีพที่ก้าวหน้าที่สุด และมีเป้าหมายเพื่อขยายความคิดไปสู่กรรมาชีพส่วนใหญ่ที่อาจยังไม่เป็นมาร์คซิสต์

เนื่องจากการสร้างสังคมนิยมต้องมาจากการปลดแอกตนเองของกรรมาชีพส่วนใหญ่ พรรคต้องเป็นองค์กรที่มีประชาธิปไตยภายใน และเป็นองค์กรที่ช่วยให้คนธรรมดานำตนเอง ต้องเสริมสร้างความมั่นใจกับทุกคนและพัฒนาให้สมาชิกเป็นปัญญาชน พรรคจะต้องเปิดโอกาสให้ถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างเสรี เพื่อให้ทุกคนนำประสบการณ์โลกจริงเข้ามาพิจารณาเสมอ พรรคมาร์คซิสต์จะต้องไม่ใช่พรรคเผด็จการที่สั่งการมวลชน อย่างที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยเป็น  

สหภาพแรงงาน สหภาพแรงงานคือองค์กรที่สร้างขึ้นจากการรวมตัวกันแบบพื้นฐานของชนชั้นกรรมาชีพ สหภาพแรงงานจะสู้เพื่อปกป้องสภาพการทำงาน เช่นเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการ และทั้งๆ ที่เป็นเรื่องปากท้องที่สำคัญยิ่ง แต่การต่อสู้แบบนี้เป็นแค่การหาทางอยู่รอดในระบบทุนนิยม ถ้าเราจะปลดแอกตนเอง เราจะต้องพัฒนาจิตสำนึกและความคิดจากระดับสหภาพแรงงานไปสู่จิตสำนึกทางการเมืองโดยรวม โดยสร้างพรรคและสู้กับระบบทุนนิยม นี่คือสาเหตุที่ชนชั้นปกครองไทยพยายามห้ามไม่ให้สหภาพแรงงานยุ่งเรื่องการเมืองเสมอ  

การสร้างแนวร่วม
การทำแนวร่วมภายในชนชั้น ในช่วงหลังการปฏิวัติรัสเซีย นักมาร์คซิสต์อย่าง เลนิน หรือ ตรอทสกี ได้เสนอยุทธวิธีสำคัญในการต่อสู้ของนักสังคมนิยม ยุทธวิธีนั้นคือการทำ “แนวร่วมภายในชนชั้นกรรมาชีพ” และในยุคของสงครามระหว่างชนชั้นที่กำลังขยายตัวทุกวันนี้ในประเทศไทย เราควรศึกษาศิลปะการทำแนวร่วมแบบนี้ให้ดี

นิยามของแนวร่วม ในมุมมองของนักมาร์คซิสต์อย่าง เลนิน หรือ ตรอทสกี คือ “แนวร่วมระหว่างกลุ่มนักปฏิวัติสังคมนิยม กับกลุ่มหรือมวลชนกรรมาชีพหรือคนจนที่ต้องการสู้เพื่อผลประโยชน์ชนชั้นตนเอง แต่ยังไม่พร้อมหรือไม่มั่นใจว่าจะต้องปฏิวัติสู่สังคมนิยม .... ในแนวร่วมนี้ นักปฏิวัติสังคมนิยมต้องรักษาอุดมการณ์ไว้ ไม่ปิดบังจุดยืน แต่ต้องพร้อมจะร่วมสู้กับมวลชนด้านกว้าง” แนวร่วมแบบนี้เป็นแนวร่วมระหว่างสองจุดยืนภายในชนชั้นกรรมาชีพ และใช้เป็นอาวุธสำคัญในการปกป้องคนชั้นล่างจากการคุกคามของฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมหรือการโจมตีของชนชั้นปกครอง ในขณะที่กลุ่มหรือพรรคของนักปฏิวัติร่วมสู้กับคนที่ไม่อยากไปไกลเกินไป นักปฏิวัติจะต้องพยายามแนะแนวกับมวลชนด้านกว้าง ที่สำคัญการแนะแนวและร่วมสู้ถือว่าเป็นการช่วงชิงการนำจากผู้นำเดิมที่กำลังนำมวลชนให้ประนีประนอม  

แนวร่วมแบบแย่ๆ ในขณะที่ เลนิน กับ ตรอทสกี เสนอแนวร่วมแบบที่กล่าวถึงไปแล้ว คนอย่าง สตาลิน หรือ เหมาเจ๋อตุง ได้เสนอให้พรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกสร้างแนวร่วมข้ามชนชั้น ซึ่งเป็นแนวร่วมระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์/กรรมาชีพ/เกษตรกร กับชนชั้นนายทุนผู้เป็นศัตรู สาเหตุเพราะ สตาลิน กับ เหมา อยากหาทางฉวยโอกาสปกป้องเผด็จการที่เกิดขึ้นในประเทศของตนเองภายใต้แนวชาตินิยม โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์คนจนทั่วโลก เผด็จการเหล่านี้ใช้ธงแดงแต่กดขี่ประชาชนของตนเอง จุดยืนแบบนี้คือสาเหตุที่รัฐบาลจีนหักหลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) และไปผูกมิตรกับรัฐบาลไทยหลัง ๖ ตุลาคม ซึ่งนำไปสู่การไล่สถานีวิทยุเสียงประชาชนไทยออกจากดินแดนจีน

ประเด็นปัญหาการทำแนวร่วมกับพรรคนายทุนยังท้าทายนักสังคมนิยมอยู่เรื่อยๆ เช่นกรณีพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย (PSM) ที่ทำข้อตกลงไม่ลงสมัครแข่งกันเองในหมู่พรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย ซึ่งเปิดช่องให้พรรคนี้ได้ ส.ส. มาสองคน โดยที่ต้องทำข้อตกลงกับพรรคคาดิลัน ของ อันวาร์ พรรคมุสลิม PAS และพรรค DAP ของคนจีน ซึ่งล้วนแต่เป็นพรรคของชนชั้นนายทุน

อีกกรณีหนึ่งที่ท้าทายเราอยู่คือ ท่ามกลางวิกฤติการเมืองปัจจุบันในไทย เมื่อเราเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคนเสื้อแดง เพื่อยืนอยู่เคียงข้างมวลชนจำนวนมากที่อยากปกป้องประชาธิปไตยและคัดค้านพันธมิตรฯฟาสซิสต์ เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อ ทักษิณ และนักการเมืองนายทุนในพรรคเพื่อไทย

ที่มา redthaisocialist