News online

กลับไปยังหน้าหลักเพื่อสนทนา C-Box ดู TV และฟังวิทยุ ได้ที่

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ใต้เท้าขอรับ : ลาอากงด้วยข้อเท็จจริง

โดย พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าว

“ศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นเวลา 10.43 น. รวมระยะเวลา 18 นาที พิพากษาให้จำเลยมีความผิดในการส่งข้อความสั้นตามฟ้อง โดยข้อความดังกล่าวมีลักษณะดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย และเป็นการใส่ความหมิ่นประมาททำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นอกจากนี้การส่งเอสเอ็มเอสจะต้องส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ก่อนประมวลผลไปถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ปลายทาง ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ประกอบข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่า ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อปวงชนชาวไทย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

จำเลยจึงมีความผิดตาม มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 มาตรา 14 (2) และ (3) การกระทำของจำเลยมีหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นโทษหนักสุด ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี ความผิด 4 กระทง รวมโทษจำคุกทั้งหมด 20 ปี”

http://www.prachatai3.info/journal/2011/11/37991

"ผศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในนักวิชาการที่ยื่นตำแหน่งเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวนายอำพล กล่าวว่า "การยื่นประกันตัวครั้งนี้หวังว่าศาลจะมีความเมตตา พิจารณาว่านายอำพลสูงอายุแล้ว ทั้งยังป่วยและไม่สามารถหลบหนีหรือยุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน เนื่องจากนายอำพลมีครอบครัวในประเทศไทย และไม่มีความรู้หรือฐานะที่จะหลบหนีไปต่างประเทศได้ ไม่มีเหตุผลใดที่ศาลจะไม่ให้ประกันตัว จึงขอวิงวอนต่อศาลให้อนุญาตให้นายอำพลได้รับการประกันตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองด้วย"

http://www.prachatai3.info/journal/2012/02/39322

"พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรงประกอบกับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยถึง ๒๐ ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง"

http://www.prachatai3.info/journal/2012/03/39683

......................................................

ข้อเท็จจริงฉบับย่อที่รวบรวมมาด้วยความมึนงงและด้านชาต่อสิ่งที่เกิดขึนในเช้าวันนี้ เป็นเพียงสิ่งน้อยนิดที่ดิฉันทำได้ในฐานะบรรณาธิการข่าวของเว็บไซต์ที่ตามเสนอข่าวผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะเราอยากจะล้มเจ้าแต่เพราะเห็นว่าข้อกล่าวหาและกระบวนการที่ดำเนินอยู่มันส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของมนุษย์ในทางที่ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และยังถูกตีตราจากสังคม จากสื่อที่ปั่นเอาประเด็นเหล่านี้ไปรับใช้การต่อสู้และโจมตีกันทางการเมือง

ด้วยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนี้เรา-กองบรรณาธิการได้ข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการรายงานข่าวคดี 112 ว่าจะไม่ลงนามสกุลของผู้ต้องหาหรือจำเลยอีกต่อไป เพราะมันส่งผลไม่เพียงต่อตัวผู้ต้องหา หากแต่ยังกระทบต่อครอบครัวของผู้ต้องหาที่หลายคดีเราพบว่าถูกรังเกียจเดียดฉันท์จากเพื่อนบ้าน ครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียน แม้ข้อตกลงนี้จะดูเป็นเรื่องไร้เดียงสาในเมื่อสื่ออื่นๆ เปิดเผยชื่อ-นามสกุลผู้ต้องหาชัดแจ้งแล้ว แต่เรายืนยันจะทำต่อไปด้วยเหตุผลว่า การละเมิดนั้นต้องไม่มาจากเรา

ดิฉันทำข่าวคดีทำนองนี้ไม่มากนัก แต่พอจะรู้ได้ว่านักข่าวผู้ต้องทำหน้าที่รายงานข่าวสายนี้ ต้องทำงานหนักด้วยความระมัดระวัง ซึ่งดิฉันชื่นชมเสมอมา ด้วยว่ามันเป็นประเด็นข่าวที่ไม่อภิรมย์เลย ดิฉันแทบไม่เคยได้ยินข่าวดีจากเรื่องราวที่เธอเล่าเลยสักครั้ง

ในฐานะมนุษย์ ดิฉันรู้สึกมึนงงจริงๆ และเมื่อสำรวจลงไปในหัวใจ ก็พบเพียงความด้านชาหนักๆ อยู่เท่านั้น คนเราไม่อาจเสียใจได้ซ้ำๆ อยู่บ่อยๆ ในเรื่องที่เรารู้ซึ้งอยู่แล้วว่าเราจะต้องเผชิญกับความเสียใจเช่นนั้นอีกนับไม่ถ้วน ด้วยยังมีอีกมากหลายคดีที่ค้างคาอยู่ในชั้นศาล และอีกนับร้อยคดีที่ร้องทุกข์กล่าวโทษอยู่ในขั้นสืบสวนสอบสวน

ดิฉันทำได้เพียงกราบลาอากงด้วยข้อเท็จจริงของคดีอากงเท่านั้น และหวังด้วยว่าคนเราควรจะกราบกรานกันด้วยความเป็นจริง ไม่ใช่ด้วยอารมณ์อันถูกเร้าขึ้นให้ผู้ถูกกราบเลิศลอยเหนือมนุษย์

ความตายของอากงจะไม่สูญเปล่า หากมันช่วยเปล่งเสียงให้กับสิทธิประกันตัวของผู้ต้องหาและจำเลยทั้งหลายในคุกของไทย

ความตายของอากงจะไม่สูญเปล่า หากมันได้ช่วยส่งเสียงไถ่ถามถึงการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาในการสั่งไม่ให้ประกันตัวว่าสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนเพียงใดหรือไม่

ความตายของอากงจะไม่สูญเปล่า หากมันได้ช่วยกระตุ้นคำถามที่หนักอึ้งถึงอุดมการณ์เบื้องหลังการบังคับใช้มาตรา 112 ว่าสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐเพียงใด

ความตายของอากงจะไม่สูญเปล่า หากมันจะได้ทำให้สื่อมวลชนที่ยั่วยุปลุกปั่นความเกลียดชังได้สำนึกละอายในพฤติกรรมของตน

ความตายของอากงจะไม่สูญเปล่า หากบรรดาผู้คลั่งเจ้าอย่างไร้สติจะได้หวนกลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์ที่รู้ร้อนหนาวในทุกข์ของผู้อื่น และไม่มืดบอดอยู่กับการแอบอ้างความรักเจ้าเพื่อจะสร้างความชอบธรรมแก่ความคิดและพฤติกรรมถ่อยเถื่อนของตน

ความตายของอากงจะไม่สูญเปล่า...........

ที่มา prachatai

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ : อาลัยอากง: น้ำตาหยดนี้จะไม่สูญเปล่า



"เมื่ออากงเสียชีวิตในวันนี้ ผมก็รู้ว่า ในที่สุด ความพยายามของผมประสบกับความล้มเหลว คนในประเทศนี้ยังใช้กฏหมายหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง น่าอัปยศอดสูที่สุด"

แม้ว่าผมจะเป็นผู้ริเริ่มโครงการฝ่ามืออากง แต่ผมได้มีโอกาสพบอากงเพียงแค่ครั้งเดียวครับ ในโอกาสที่เราได้พบกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ เรือนจำคลองเปรม ผมได้พบกับป้าอุ๊ ภริยาของอากงด้วย เมื่อเราได้รับอนุญาตให้เข้าพบอากง ป้าอุ๊ได้แนะนำผมให้อากงรู้จัก ทันทีที่อากงรู้ว่าผมเป็นผู้เคลื่อนไหวโครงการฝ่ามืออากง อากงยกมือขึ้นไหว้ผม และกราบไปบนโต๊ะที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกรงขัง และได้กล่าวขอบคุณผมนับครั้งไม่ถ้วน อากงบอกว่า อากงรู้สึกประทับใจที่คนภายนอกให้ความเห็นใจอากง และขอบคุณผมเป็นพิเศษที่อุตส่าห์เป็นธุระเรื่องการจัดแคมเปญรณรงค์เพื่อปล่อยตัวอากง อากงพูดไปก็น้ำตาไหลไป บอกกับผมแต่เพียงว่า “อาจารย์ ผมไม่ได้ทำนะ ผมไม่รู้เรื่อง” ผมเองได้เพียงแต่ปลอบใจอากง และบอกว่า ผมเข้าใจว่าอากงเป็นผู้บริสุทธ์ และผมจะช่วยอย่างเต็มที่ที่จะให้สาธารณชนรับรู้เรื่องนี้ โดยหวังว่า ความเคลื่อนไหวของผมจะเป็นปัจจัยที่แม้ว่าอาจจะมีพลังเพียงน้อยนิด แต่ก็อยากให้เป็นแรงผลักดันให้อากงได้รับอิสรภาพในที่สุด แต่เมื่ออากงเสียชีวิตในวันนี้ ผมก็รู้ว่า ในที่สุด ความพยายามของผมประสบกับความล้มเหลว คนในประเทศนี้ยังใช้กฏหมายหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง น่าอัปยศอดสูที่สุด

เมื่อเราได้คุยกัน ผมได้ถามถึงทุกข์สุขของอากงในเรือนจำ อากงบอกว่า ก็อยู่พอได้ แต่อยากออกมาพบลูกหลานมากกว่า พูดไป อากงก็มองไปทางป้าอุ๊ ผมเห็นแล้วก็เศร้าใจครับ ป้าอุ๊พูดเสริมเกี่ยวกับความเป็นไปในครอบครัว และขอให้อากงอย่าเป็นห่วง ผมเองก็บอกอากงไปว่า ผมได้นำเงินจำนวนหนึ่งที่ได้รับจากการขายหนังสือเรื่องอากง มามอบให้ป้าอุ๊ในวันนี้ หวังว่าคงจะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากหรือขัดสนได้บ้าง พออากงรู้ อากงก็ร้องไห้อีก ยกมือไหว้ผม และกราบลงไปที่โต๊ะ อำนวยพรขอให้ผมประสบในสิ่งที่ดี -- เป็นภาพที่น่าเศร้าจริงๆ ครับ

ก่อนจะจากไป ผมบอกว่า เราไม่ลืมอากงแน่ๆ และจะช่วยจนถึงที่สุดให้อากงได้รับอิสรภาพ อากงกล่าวขอบคุณผมอีกหลายครั้ง และเมื่อต้องบอกลา อากงไม่ยอมเดินจากไป แต่กลับมองพวกเราเดินออกไปจนลิบตา

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมพบอากง หลังจากที่ผมได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับป้าอุ๊แล้ว ผมก็ไม่มีโอกาสได้เจอกับครอบครัวอากงอีก เป็นเพราะผมไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ผมจึงไม่สามารถมีโอกาสได้ไปเยี่ยมอีก แต่ผมยังมีโครงการเกี่ยวกับอากงที่อยู่ในใจอีกหลายโครงการ โดยเฉพาะในส่วนที่ต้องการนำเรื่องอากงนี้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้รับรู้ถึงความอยุติธรรมทางสังคมที่เกิดจากการใช้กฏหมายหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่อากงก็พลันมาเสียชีวิตเสียก่อน ผมขอให้ทุกคนที่รักความยุติธรรม ได้ต่อสู้ต่อไปเพื่อความถูกต้อง เพื่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงซึ่งความเห็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา -- อากงจะไม่เสียชีวิตเปล่าครับ แต่จะเป็นพลังที่จะนำไปสู่การต่อสู้ที่เข้มข้นขี้นอีกต่อไป

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบวันแต่งงานปีที่ 44 ปีของอากงและป้าอุ๊ อีก 3 วันต่อมา เป็นวันจบชีวิตของอากง ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน?? ปกติผมจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องผลกรรมเท่าไหร่ครับ แต่วันนี้ ผมหวังว่า คนที่ก่อกรรมกับคนบริสุทธิ์อย่างอากง จะต้องได้รับผลตอบแทนที่สาสมแน่นอน ไม่นานครับ และผมเริ่มจะเห็นถึงผลตอบแทนลางๆ แล้ว

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
8 พฤษภาคม 2555
เกียวโต ญี่ปุ่น

ที่มา prachatai

แถลงการณ์ของ นายจักรภพ เพ็ญแข เรื่องอากง




จักรภพ เพ็ญแข



ชื่อบทความเดิม แถลงการณ์ของ นายจักรภพ เพ็ญแข เรื่อง “นายอำพล ตั้งนพกุล” หรือ “อากง” เสียชีวิต วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555

ผมรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างลึกซึ้งต่อข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ “นายอำพล ตั้งนพกุล” หรือ “อากง” ที่พวกเรารู้จักกันดีในฐานะเหยื่อของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การเสียชีวิตของ “อากง” ได้สั่นสะเทือนความรู้สึกของคนไทยและชาวโลกที่กำลังเพ่งมองประเทศไทยว่า ยังมีความยุติธรรมและความเป็นธรรมหลงเหลือในคำว่ากระบวนการยุติธรรมหรือไม่

การพิสูจน์ทราบว่า “อากง” เสียชีวิตเพราะอะไร จะเป็นเพราะการกลั่นแกล้งรังแก หรือจงใจเจตนาให้ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกแบบแผนของผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่เวลาจะพิสูจน์ทราบต่อไป แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย หรือคดีใดก็ตามที่มีลักษณะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจรัฐตัวจริง ย่อมอยู่ในภาวะอันตรายและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนศักดิ์ศรีอย่างรุนแรงทั้งสิ้น

ผมขอให้ดวงวิญญาณของ “อากง” ได้โปรดไปสู่สุคติภพและได้ดลบันดาลให้พวกเราที่ยังเหลืออยู่ประสบชัยชนะในการต่อสู้เชิงโครงสร้างของสังคมไทย ไม่เห็นแก่การรอมชอมแบบตื้นเขินที่ไม่มีความหมายใดๆ ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย และมุ่งตรงไปสู่การยกระดับอำนาจและความเสมอภาคของประชาชนชาวไทยด้วยเถิด และขณะเดียวกันขอให้พี่น้องชาวประชาธิปไตยทั้งไทยและต่างประเทศได้ช่วยขยายความ กระจายข้อมูล และชี้ประเด็นอย่างชัดเจนถึงความไม่เป็นธรรมนี้ไปสู่มวลชนต่างๆ ทั่วประเทศไทยและทั่วโลก ขอให้การเสียชีวิตของ “อากง” ได้กลายเป็นอนุสาวรีย์ใหม่ช่วยให้เราทุกคนข้ามน้ำไปสู่ฝั่งที่เราพึงประสงค์ได้ในเร็ววันด้วยเทอญ.

แถลง ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2555

นายจักรภพ เพ็ญแข

ที่มา prachatai

"อากง เอสเอ็มเอส" เสียชีวิตแล้ว หลังปวดท้องอย่างหนัก-เปิดจดหมายเขียนถึงทนายก่อนสิ้นใจ



เมื่อ เวลาประมาณ  10.20 น. วันที่  8 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายอานนท์ นำภา ทนายความสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์  โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อ อานนท์ นำภา  ระบุว่า นางรสมาริน แจ้งว่า นาย อำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ อากง สามีอายุ 61 ปี  ผู้ต้องขังคดีส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งถูกศาลอาญาฯ  พิพากษาจำคุก 20 ปี   ในความผิดมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้เสียชีวิตแล้ว  เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา  หลังมีอาการปวดท้อง เนื่องจากคาดว่า น่าจะเป็นผลพวงจากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง  ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายอานนท์ โพสต์ข้อความระบุว่า "อากงเสียชีวิตแล้ว ป้าอุ๊โทรมาแจ้งเมื่อสักครู่ ช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนแกที่เรือน​จำหน่อยครับ !"

พ.ต.อ. สุชาติ วงศ์อนันชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ ยืนยันว่า นายอำพลได้เสียชีวิตลงแล้วจริงที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีอาการปวดท้องมาตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยแพทย์ในเรือนจำได้ให้ยาบรรเทาปวดเบื้องต้นก่อนที่ผู้บัญชาการเรือนจำ พิเศษกรุงเทพฯ จะส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และเสียชีวิตเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ของวันที่ 8 พ.ค. อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างให้แพทย์ชันสูตรสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว


ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า "กราบ อากง อำพล .... (2494 - 8 พฤษภาคม 2555) ผมเสียใจมาก ร้องไห้ออกมา แบบปล่อยโฮเลย ทั้งๆที่ไม่รู้จัก อากง มาก่อน ...เพิ่งโทรคุยกับคุณ ป๋าจอม Nithiwat Wannasiri ได้รายละเอียดเพิ่มอีกเล็กน้อยอากง มีอาการป่วยมาสักระยะหนึงแล้ว แต่ว่า ระบบเรือนจำ การรักษาอะไรมันก็ไม่ดีเหมือนข้างนอก เห็นว่า สุดท้าย (ข้อมูลนี้คงต้องเช็ครายละเอียดอีกที นะครับ) ต้องไหว้วาน อ.หวาน Suda Rangkupan ช่วยเดินเรื่องให้เข้าไปรักษาในโรงพยาบาลในเรือนจำ อากง เข้า รพ.ในเรือนจำ ตั้งแต่วันศุกร์ วันนี้เสียชีวิต แน่นอน ป้าอุ๊ ไม่ได้อยู่ด้วยตอน อากง สิ้นใจ (โรงพยาบาลอยู่ในคุก คนนอกเข้าไปไม่ได้อยู่แล้ว) "ป๋าจอม" กำลังเดินทางเป็นเพื่อนไปกับป้าอุ๊ ไปเรือนจำ"


ด้านพ.ต.อ.จักร อ่อนนิ่ม ผกก.สน.ประชาชื่น กล่าวว่า หลังจากสน.ประชาชื่นรับแจ้งว่ามีนักโทษเสียชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ช่วงเวลา 11.00 น. ได้รีบไปตรวจสอบพร้อมแพทย์นิติเวช ทนายความ รวมถึงภรรยาและลูกของผู้ตาย พบว่าร่างกายภายในนั้นปกติดี ไม่พบบาดแผลร่องรอยการถูกทำร้าย เพียงแต่ว่าบริเวณหน้าท้องมีลักษณะบวมมาก เนื่องจากผู้ตายมีปัญหาเกี่ยวกับไต และกำลังรับการรักษาอยู่เลยเกิดผลแทรกซ้อน ซึ่งทางญาติไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่ต้องรอผลการผ่าพิสูจน์อีกครั้ง โดยทางเรือนจำอนุญาตให้ส่งศพผู้ตายไปผ่าชันสูตรที่สถาบันนิติเวชวิทยา ร.พ.ตำรวจ จากนั้นก็จะทราบสาเหตุการตายที่แท้จริงว่าเกิดจากสาเหตุใด ทั้งนี้จะเรียกผู้เกี่ยวข้องกับผู้ตายไม่ว่าจะเป็นภรรยาและญาติ แพทย์ที่รักษา รวมถึงนักโทษและผู้คุมที่มีความใกล้ชิดกับผู้ตายมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีก ครั้ง




ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2555 "อากง"ได้เขียนจดหมายจากเรือนจำถึงนายอานนท์นำภามี เนื้อหาระบุว่า"สวัสดีครับ  คุณอานนท์  ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยที่ไม่เคยเขียนจดหมายไปหาเลย เหตุเพราะว่าผมเขียนไม่ค่อยเก่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก สายตาก็ไม่ดีเลย  เลยไม่ค่อยอยากเขียน กับหลานๆผมก็ไม่เคยเขียนไปนะ ทั้งๆที่คิดถึงพวกเขามาก อาจเพราะว่าคุณหนุ่มเขาทำหน้าที่นี้แทนผมไปก็ได้ เขียนไปคุยเรื่องของผมให้หลานๆฟังอยู่เรื่อยๆ ผมเลยไม่ได้เขียนไป คุณหนุ่มเขียนเสมือนผมเขียนแหล่ะ


"ผมเอง สบายดีครับโดยเฉพาะช่วงนี้ ที่รู้ข่าวว่าคุณอานนท์จะทำเรื่องขออภัยโทษรายบุคคลให้พร้อมๆกับเพื่อนครอบ ครัว  112  ทั้ง  11  คน ผมดีใจและมีความหวังมากๆที่จะได้รับอิสรภาพในเร็วๆนี้ พร้อมๆกับเพื่อนๆที่ร่วมอดทนต่อสู้กันมาและผมเชื่อว่าทางออกทางนี้ดีที่สุด เพราะคดีอย่างผมยังไงก็ไม่มีทางที่จะนิรโทษกรรมกับเขาหรอก"


"ทุก วันนี้ผมก็ออกกำลังกายตอนเช้าๆทุกวัน บางวันผมก็ทำคนเดียว แต่บางวันผมก็ทำกับคุณหนุ่ม เรื่องความเป็นอยู่พวกเราก็กินด้วยกันที่แดน 8 พวกเราเกาะกลุ่มกันดีครับ ก็มีหนุ่ม หมี สุริยันต์ ไมตี้ และเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบคนเสื้อแดงอีกหลายคนคอยดูแลกันและกัน คุณอานนท์อย่าได้กังวล ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ เหนื่อยที่จะมีชีวิตอยู่ เหนื่อยที่จะต่อสู้เพื่อค้นหาความยุติธรรมให้กับตัวเองและคนในครอบครัว ผมหมดกำลังใจหลายครั้ง คิดถึงแต่ลูกเมียและหลานๆ ก็มีแต่คุณหนุ่มที่จะคอยชาร์ตแบตให้ คุณหนุ่มจะบ่นว่าเสมอ ผมเป็นพวกแบตเสื่อมชาร์ตได้ไม่กี่นาทีก็ต้องกลับมาชาร์ตอยู่เรื่อยๆคิ ดแล้วก็เห็นใจหนุ่มเขานะ แต่ผมก็ท้อจริงๆในแต่ละวันผมจะเฝ้ารอ อุ้มาเยี่ยม บางวันพาหลานๆมา ทำให้ผมมีกำลังใจยิ้มได้บ้าง นี่แหล่ะคือความสุขของผมสามารถหาได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา"


"คุณ อานนท์ไม่ต้องห่วงผมนะครับ ผมจะพยายามอดทนและมีกำลังใจสู้ต่อไป หวังแต่เพียงว่าคุณอานนท์และรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์จะช่วยกันผลักดันการขอ อภัยโทษของพวกเราในกรณีพิเศษเพื่อว่าผมจะได้กลับไปอยู่กับหลานๆลูกเมียเสีย ทีผมบอกตามตรงเลยนะครับว่าผมคิดถึงหลานๆมากที่สุดเลยครับผมเขียนจดหมายถึง หลานทีไรผมก็น้ำตาไหลทุกทีเลย  เลยไม่อยากเขียนไปหา"


"คุณ อานนท์ครับ ฝากกราบขอบคุณคนที่มาเยี่ยมให้กำลังใจผมและนักโทษ  112  ทุกคนด้วยครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผมจะได้รับข่าวดีในเร็ววันนี้ ขอขอบพระคุณมากครับ (นายอำพล.....) "


สำหรับ นายอำพลถูกจับกุมตั้งแต่วันที่3ส.ค.2553และถูกคุมขังสองเดือนก่อนศาลจะ อนุญาตให้ประกันตัวแต่หลังนายอำพลไปรายงานตัวเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องของ อัยการเมื่อวันที่18ม.ค.2554ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีกจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวอีกหลายครั้ง ด้วยเหตุที่ว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี ส่วนการพิพากษานั้นในวันที่ 23 พ.ย. 2554 ศาลได้ตัดสินจำคุกนายอำพล 20 ปี จากการส่งข้อความสั้น (SMS) เข้าข่ายหมิ่นสถาบันไปยังมือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงกลางปี 2553 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและนายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรี


ล่าสุดเมื่อวันที่3 เม.ย.ที่ผ่านมา นายอานนท์ ทนายความของนายอำพลดำเนินการยื่นถอนอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวเนื่องจากเจ้าตัว ต้องการจะขอพระราชทานอภัยโทษประกอบกับอายุมากและเป็นโรคประจำตัวแต่ปรากฏว่า มาเสียชีวิตเสียก่อน


เวลา 15.00 น. วันที่ 8 พ.ค. ที่ริมฟุตบาธหน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นางสุดา รังกุพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิชาอักษรศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน ส่วนใหญ่ใส่ชุดสีขาวดำเพื่อไว้อาลัยให้กับนายอำพล นำรถติดตั้งเครื่องขยายเสียง ชูภาพอากง ป้ายข้อความไม่เอา ม.112 เพื่อให้ประชาชนที่สัญจรไปมาได้พบเห็น รวมทั้งมีการนำผ้าดำบางมาติดที่รั้วของศาลตั้งแต่หน้าประตูทางเข้า จนถึงป้ายศาลอาญา ระหว่างนี้มีการอภิปรายเชิญชวนให้ผู้ที่ได้รับทราบข่าว SMS มาร่วมชุมนุม โดยสำนักงานศาลยุติธรรมนำกำลังรปภ.มาดูแลความปลอดภัยภายในรั้วศาลอาญาอย่าง เข้มแข็ง และปิดประตูเหล็กทางเข้าออกหน้าศาลอาญาเพื่อป้องกันเหตุร้าย


ขณะ ที่นางสุดา กล่าวทั้งน้ำตาโดยเรียกร้องให้รัฐปล่อยตัวนักโทษการเมืองออกทั้งหมด โดยระบุว่าส่วนใหญ่นักโทษทางการเมืองมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งเป็นโรคเก๊าต์  อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งในช่วง 19.12 น. ของวันนี้ ตนจะนำคนเสื้อแดงจุดเทียนสีดำเพื่อไว้อาลัยแก่อากงและไว้อาลัยให้กับความ อยุติธรรม โดยมวลชนคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมากันอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจราจรบนถนนรัชดาภิเษกตัดขัด

ที่มา khaosod


สัมภาษณ์: ภรรยา "อากง" ที่บ้านเช่า หลังดูหน้าสามีครั้งสุดท้าย  



8 พ.ค. 55 - "รสมาลิน" ภรรยานายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ "อากง SMS" ให้สัมภาษณ์ที่บ้านเช่าย่านสำโรง หลังกลับจากทราบข่าวการเสียชีวิต และเข้าดูศพสามี ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ บริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

"นัก โทษการเมืองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของใคร เขาคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเมือง อย่าเอาเขามาเป็นเชลย ปล่อยพวกเขาเถอะ ไม่เช่นนั้นจะมีคนเดินตามอากงต่อไปเรื่อยๆ คนแล้วคนเล่า" รสมาลินกล่าว

โดยหลังการสัมภาษณ์รสมาลิน เดินทางไปที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ต่อเพื่อไปร่วมกิจกรรมไว้อาลัยการเสียชีวิตของนายอำพล


ที่มา prachatai



"กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อยตัวลื๊อแล้ว" ภรรยาอากง



นางรสมาลิน ภรรยานายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ "อากง" ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังดูศพสามี โดยกล่าวว่า "แกเคยบอกว่าถ้าแกไปก็เอาไว้วัดด่านนะ แกจะดูแลหลานเอง เรื่องการเสียชีวิตดิฉันไม่ทราบ แต่ติดใจเรื่องอื่นมากกว่าว่าทำไมคนแก่อย่างอากงต้องมาติดคุกทรมานแบบนี้"


ภรรยานายอำพล ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณกลับบ้าน โดยกล่าวว่า "กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อยตัวลื้อแล้ว"

ที่มา prachatai

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จดหมายจากสภาคนเสื้อแดงในเรือนจำ : พระราชทานอภัยโทษ


ที่มา เว็บไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ผมได้รับจดหมายจาก อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และพี่น้องคดีการเมือง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการจัดตั้งเป็น “สภาคนเสื้อแดงในเรือนจำฯ” ได้ให้ความเห็นแก่การขอพระราชทานอภัยโทษในฐานะคนที่มีประสบการณ์จริง   น่าสนใจที่เราคนอยู่นอกเรือนจำควรรับฟังพี่น้องเหล่านั้น…


ที่มา thaienews

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การสืบพยานจำเลยคดีสมยศ พฤกษาเกษมสุข วันที่ 2 พฤกษภาคม 2555


3 พฤษภาคม 2555
โดย  Bulunraya Khan 

ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก  กรุงเทพมหานคร   ได้มีการ สืบพยานในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามมาตรา112 ของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข   นักกิจกรรมและเคลื่อนไหวด้านแรงงาน  อดีตบรรณาธิการนิตยสาร  Voice of Taksin  โดยในช่วงเช้าเป็นการสืบพยานจำเลยจำนวน 2 ปากคือ  ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล กลุ่มนิติราษฎร์ และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ .) รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ.


นายปิยบุตร ได้เบิกความต่อศาลว่า การกำหนดโทษในกฎหมายหมิ่นได้มีการกำหนดดดทษที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เพราะคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้เพิ่มโทษกฎหมายหมิ่นฯ ทั้งระบบเพื่อจะกำจัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของนักศึกษา นอกจากกนั้นแล้วอัตราการลงโทษในคดีหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังมีบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปเมื่อเทียบกับการลงโทษในคดีหมิ่นประมาทบุคคล ธรรมดาตามมาตรา 326 และการที่ มาตรา 112ถูกจัดไว้ในหมวดความมั่นคงนั้น ถือว่า ขัดกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และไม่รักษาสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหา เพราะผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

พยานมีความเห็นว่า   การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันแต่ประการใด เพราะทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อเสียชื่อเสียงเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ    ในความเห็นของพยานนั้น   การลงโทษในคดีหมิ่นฯ ตามมาตรา 112 มีบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป ไม่ได้สัดส่วนกับความผิดที่ได้กระทำ

พยานเบิกความต่อไปว่า รู้จักและเคยอ่านบทความในนิตยสาร Voice of Taksin  สำหรับตนเองนั้นมีความเห็นว่า   เนื้อหาของบทความในนิตยสารดังกล่าวมีลักษณะที่ก้าวหน้ามากกว่านิตยสาร เศรษฐกิจ การเมือง ทั่วๆไปในท้องตลาด  เมื่อถามถึงบทความที่ปรากฎในนิตยสาร Voice of Taksin  ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการกระทำผิดในมาตรา 112นั้น พยานได้อ่านแล้วและมีความเห็นว่า ในเนื้อหาของบทความในคอลัมม์ คมความคิดตอน  “ แผนนองเลือด” ที่เขียนโดย จิตร พลจันทร์นั้น เป็นบทความที่ผู้เขียนมีเจตนาที่จะส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่ม”อำมาตย์” ไม่ให้กระทำการใดใดเหมือนเช่นที่เคยทำมาแล้วในช่วง 6 ตุลา 19   โดยพยานมีความเห็นว่า เนื้อหาในบทความนี้ ไม่ได้กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอำมาตย์มากกว่า  และเมื่ออ่านบทความโดยตลอดเลย พยานมีความเห็นว่า ไม่มีเนื้อหาตอนใดเลยที่ทำให้นึกถึงสถาบันพระมหากษัติรย์ 

เมื่อถามถึงนิยามคำว่า “อำมาตย์” นายปิยบุตรได้ให้คำจำกัดความว่า หมายถึง บุคคลชนชั้นหนึ่งที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยและอยู่คู่กับการเมืองไทยมาตลอด  

ส่วนในบทความ 6ตุลา แห่ง2553 นั้น หลวงนฤบาล  ที่ปรากฎในเนื้อหาของบทความดักล่าวป็นสัญลักษณ์แทนอำมาตย์ ไม่ใช่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่ประการใด

พยานได้ให้ความเห็นว่า  ในการดำเนินคดีนี้   ผู้ที่มีหน้าที่หาผู้กระทำผิดมาลงโทษก็คือเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยซึ่งเคยเป็น บรรณาธิการนิตสาร Voice of Taksin  อีกทั้งในปัจจุบัน พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา48 ที่บัญญัติให้ บก.หนังสือต้องรับผิดชอบต่อบทความที่ตีพิมพ์ ปิยบุตรทราบว่าได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันใช้ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 แทน ซึ่งระบุว่าบก.และผู้พิมพ์โฆษณาไม่ต้องรับผิดชอบเนื้อหาบทความ แม้ว่าจะเป็นผู้เผยแพร่บทความที่มีเนื้อหาหมิ่นก็ตาม


พยานปากที่ 2 คือ รศ.สุดสงวน  สุธีสร    คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  พยานได้เบิกความว่า รู้จักนิตยสาร Taksin ไม่เคยรู้จัก จิตร พลจันทร์แต่รู้จักนายจักรภพ เพ็ญแข ในฐานะที่เป็นแกนำปราศัย  ไม่ทราบว่า จิตร พะลจันทร์เป็นนามปากกาของนายจักรภพ เพ็ญแขหรือไม่ พยานเคยเขียนบทความลงตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆเช่นจุลภาค มูลนิธิ 111 ฯลฯ  โดยใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง โดยที่บรรณาธิการของนิตยสารเหล่านั้นไม่เคยแก้ไขเนื้อหาในบทความที่ตนเขียน เลยแม้แต่น้อย  พยานไม่ได้มีความสนใจในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แต่ประการใด เมื่อได้อ่านบทความดังกล่าวในนิตยสาร Voice of Taksinแล้ว คิดว่า บทความดังกล่าวมีลักษณะเป็นวรรณกรรมทางการเมือง  เป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ได้ยึดโยงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์  และเป็นบทความที่ขียนขึ้นในลักษณะจินตนาการมากกว่า  เนื้อหาของบทความทั้งสองนั้นก็ไม่เกี่ยวกับเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์  และ ในความเข้าใจของพยาน เข้าใจว่า อำมาตย์หมายถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์


ในช่วงบ่ายเป็นการสืบพยานจำเลยปากที่ 3 คือ ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยได้เบิกความว่า พยานไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใด   พยานรู้จักนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ในฐานะที่เป็นนักเคลื่อนไหวด้านแรงงานที่เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้ใช้ แรงงานและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้นเผด็จการ (นปก.)  โดยที่นายสมยศเป็นบุคคลที่มีแนวคิดในทางต่อต้านอำนาจรัฐประหาร และคัดค้านรัฐธรรมนูญปี 2550   ในปี 2553 พยานและนายสมยศได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเข่นฆ่าประชาชนของรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ จนเป็นเหตุให้ทั้งนายสมยศและตนเองถูกจับในข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน และถูกควบคุมสตัวไปกักขังไว้ที่ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ต่อมาพยานได้ยื่นฟ้องศอฉ.   ในเรื่องผังล้มเจ้า เนื่องจากมีชื่ออยู่ในผังดังกล่าวเพราะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง     แต่เมื่อพลเอกสรรเสริญ  ออกมายอมรับว่า ผังล้มเจ้าไม่เป็นความจริง ตนจึงถอนฟ้อง

ในความเข้าใจของพยาน พลเอกเปรมคือตัวแทนของระบอบอำมาตย์   ดังจะเห็นได้ว่าพลเอกเปรมมีบทบาทในทางการเมืองอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ รัฐประหารปี2549 พลเอกเปรมเป็นผู้นำนายทหารที่ทำการรัฐประหารเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมและพระบรมราชินีนาถ

พยานเคยเขียนบทความลงตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆหลายฉบับรวมทั้งนิตยสารVoice of Taksin   ซึ่งมีชื่อพยานปรากฎอยู่ในนิตยสารดังกล่าวด้วยโดยพยานได้รับค่าตอบแทนจากการ เขียนบทความตอนละ1000บาท ในการเขียนบทความลงตีพิมพ์ในนิตยสารนั้น พยานได้ใช้ชื่อและนามสกุลจริง 

พยานเบิกความต่อไปว่า พยานไม่ทราบว่า จิตร พลจันทร์เป็นนามปากกาของใคร   และกล่าวว่า ในการเขียนบทความ  หากผู้เขียนเป็นคนที่มีชื่อเสียง  โดยทั่วไปแล้ว บรรณาธิการจะไม่แก้ไขเนื้อหาในบทความนั้นๆ

พยานมีความเห็นว่า บทความใน Voice of Taksin เป็นบทความที่มุ่งโจมตีกลุ่มอำมาตย์เป็นหลัก และหลวงนฤบาลที่ปรากฎชื่ออยู่ในบทความนั้น น่าจะหมายถึงกลุ่มอำมาตย์ ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าอยู่หัวอย่างเด็ดขาด  คำว่าหลวงนฤบาลจึงไม่สามารถโดยงไปถึงพระเจ้าอยู่หัวได้เลย  และในบทความนี้ก็ไม่มีคำพูดใดที่กล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวเลยแม้แต่น้อย  จึงมีความเห็นว่า เป็นการตีความเพื่อกลั่นแกล้งนายสมยศซึ่งเป็นพรับบาปในคดีนี้มากกว่า  และเมื่อพยานได้อ่านบทความที่กล่าวถึงโรงพยาบาลพระราม9แล้ว ไม่เข้าใจว่า มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระบามทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างไรพยานอ่านแล้วไม่ เข้าใยว่าหมายความว่าอะไรแต่ที่ไม่เข้าใจมากกว่านั้นคือบทความนี้กลายเป็น หลักฐานในการเอาผิดกับนายสมยศซึ่งเป็นจำเลยได้อย่างไร

ทั้งนี้ ในความเห็นของพยาน คิดว่า มาตรา 112ได้กลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่กลั่นแกล้งผู้ที่มีความเห็นและ คิดต่างทางการเมือง

เมื่อถามถึง “ถุงแดง”ที่ปรากฎอยู่ในนิตยสาร Voice of Taksin  พยานมีความเห็นว่า ไม่เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าตากสิน เพราะพระเจ้าตากสินถูกประหารชีวิตโดยการใช้ดาบและในขณะนั้น พระเจ้าตากสินยังไม่นับว่าราชวงศ์จึงไม่ใช้การประหารชีวิตด้วยท่อนจันทร์

สำหรับการสืบพยานจำเลยที่จะมีขึ้นต่อไปในวันที่ 3 พฤกษภาคมนั้นจะเป็นการสืบพยานจำเลยปากสุดท้ายคือ  น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ และประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

ที่มา thaienews

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

พิพากษา "สุรชัย" รับสารภาพเหลือ 2 ปี 6 เดือน รวมคดีเก่ายอดพุ่ง 10 ปี ส่วน "สมยศ" ไม่ได้ประกันอีก



พิพากษาจำคุก 5 ปี "สุรชัย แซ่ด่าน" หมิ่นเบื้องสูง รับสารภาพเหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน ศาลสั่งโทษเก่า 3 สำนวน รวมจำคุก 10 ปี ด้านทนายยื่นประกัน "สมยศ" ศาลยันไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่าเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 55 ที่ผ่านมาศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีหมิ่นเบื้องสูง อ.1177/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุรชัย แซ่ด่าน หรือ ด่านวิวัฒนานุสรณ์ อายุ 70 ปี แกนนำกลุ่มแดงสยาม  เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดยคีดนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 55 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5 -  6  ก.พ. 54  เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยบังอาจกล่าวปราศรัยบนเวทีชั่วคราวด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี  และองค์รัชทายาท เหตุเกิดบนเวทีปราศรัยชั่วคราวลานวัดสามัคคีธรรม ซ.ลาดพร้าว 64  แขวง - เขตวังทองหลาง ซึ่งศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้วสอบถาม ซึ่งจำเลยแถลงให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  พิพากษาให้จำคุก 5 ปี  ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน โดยให้นับโทษจำเลยต่อในคดีหมิ่นเบื้องสูงของศาลอาญาอีก 3 สำนวน คดีแดง อ.503/2555  ,504/2555 และ505/ 2555 ที่ศาลอาญา พิพากษาให้จำคุก 7 ปี 6 เดือนด้วย เมื่อรวมโทษจำเลยทั้งหมดแล้ว จึงจำคุกสิ้น 10 ปี

ด้านโลกวันนี้รายงานว่านายคารม พลพรกลาง ทนายความของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา เพื่อประชาธิปไตย จำเลยในคดีหมิ่นเบื้องสูง กล่าวถึง การเรียกประกันตัว นายสมยศว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา ได้ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดและที่ดิน รวมมูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท จากการประกันตัว นายสมยศ ต่อศาลอาญารัชดาและศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องประตัว โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

นอกจากนี้ คำร้องที่ได้ยื่นต่อศาลอาญา เพื่อขอให้ส่งคำร้องยุติการพิจารณาคดีของ นายสมยศ ไว้เป็นการชั่วคราว และให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจาก ไม่ให้สิทธิ์จำเลยในการออกมาต่อสู้คดี แต่ศาลอาญา ก็ไม่ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญและพิจารณาคดีต่อไป ดังนั้น ตนจึงได้ไปยื่นคำร้องไว้ที่ ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และผลจาการยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลอาญา ยังคงพิจารณาคดีต่อไปได้ แต่ยังไม่สามารถพิพากษา นายสมยศ ได้ เพราะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดย นายสมยศ มีกำหนดที่จะขึ้นศาลในนัดสืบพยานจำเลย คดีหมิ่นสถาบันในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

ที่มา prachatai