News online

กลับไปยังหน้าหลักเพื่อสนทนา C-Box ดู TV และฟังวิทยุ ได้ที่

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยเสื้อแดงกรณี 19 พฤษภา 53 เชียงใหม่

อัยการอุทธรณ์ขอไม่ให้รอลงอาญา ศาลสั่งสืบพยานเพิ่ม นิกร ศรีคำมา จำเลยเสื้อแดงเชียงใหม่รับสารภาพซ้ำ ศาลกำหนดโทษใหม่จาก 1 ปี เหลือ 3 เดือน ถูกขังมาแล้ว 4 เดือนครึ่งจึงปล่อยทันที เช้าวันนี้ (13 มีนาคม 2555) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1484/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 26/2555 ของศาลอุทธรณ์ภาค 5

ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่เป็นโจทก์ฟ้องนายนิกร ศรีคำมา ในฐานความผิดร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และก่อให้เกิดเพลิงไหม้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 217 และ 358 กรณีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มีคนร้ายหลายคนใช้ก้อนหินขว้างเข้าไปในอาคารและวางเพลิง ทำให้ป้อมยามบริเวณทางเข้าสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่เสียหาย

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ให้นายนิกรมีความผิดต้องรับโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 6,000 บาท แต่จำเลยรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ศาลชั้นต้นจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี รวมทั้งให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 20 ชั่วโมง ต่อมาพนักงานอัยการได้อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษ

โดยอ้างเหตุว่า ในรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยอ้างว่ารับสารภาพเนื่องจากทนายความแนะนำ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามรายงานนี้ยังไม่แน่ชัดว่า จำเลยทำผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ ศาลอุทธรณ์จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานเพิ่มเติม ในชั้นนี้จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมชุมนุมทางการเมืองตามวันเวลาสถานที่ที่เกิดเหตุจริง แต่เบิกความว่ามิได้เป็นผู้วางเพลิง ทั้งที่ปรากฏภาพถ่ายของจำเลยและพวกขว้างก้อนหินและจุดไฟเผาป้อมยามประกอบกับคำสารภาพของจำเลย รับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามโจทก์ฟ้องจริง เป็นการกระทำเกินกว่าขอบเขตแห่งเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จำเลยมิได้สำนึกในความผิดของตน ไม่สมควรรอการลงโทษ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

แต่เนื่องจากความเสียหายในคดีมีเพียง 6,400 บาท และมิได้เกิดขึ้นจากจำเลยเพียงผู้เดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงกำหนดโทษเสียใหม่ โดยพิพากษาแก้เป็นให้จำคุก 6 เดือน แต่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติ แต่เนื่องจากนายนิกรถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2553 จนกระทั่งได้รับปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้หลักประกันของกองทุนยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 รวมระยะเวลาคุมขัง 4 เดือน 14 วัน เกินว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนด

นายนิกรจึงได้รับการปล่อยตัวทันที อนึ่ง ทนายความจำเลยคดีนี้ในศาลชั้นต้นเป็นทนายขอแรงที่ศาลแต่งตั้ง แต่นายนิกรได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มยุติธรรมล้านนาซึ่งมอบหมายให้ นายชูชาติ สามสาย ช่วยว่าความในชั้นอุทธรณ์ นายนิกรเล่าบรรยากาศในการฟังคำพิพากษาในวันนี้ว่า รู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลา เนื่องจากผู้พิพากษาอ่านด้วยความรวดเร็ว และหลายประโยคทำให้ตนกลัวว่าจะต้องรับโทษหนักกว่าเดิม เช่น “จำเลยมีลักษณะเป็นนักเลงอันธพาลไม่เคารพยำเกรงกฎหมาย พฤติการณ์คดีร้ายแรง” หรือ “จำเลยมิได้สำนึกผิด” เป็นต้น

แต่ท้ายสุดก็โล่งใจที่ศาลลดโทษให้ ก่อนหน้านี้ตนได้เตรียมจดหมายสั่งเสียครอบครัวไว้แล้วหากต้องกลับไปรับโทษอีก ขอขอบคุณทุกๆ หน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือทั้งทางคดีและชีวิตครอบครัว จากนี้คงปรึกษากลุ่มยุติธรรมล้านนาว่าคดีของตนเข้าหลักเกณฑ์การรับเงินเยียวยาหรือไม่ ตลอดเวลาที่ต้องติดคุกและขึ้นโรงขึ้นศาลตนมีทั้งความกลัวและความเครียดมากจนไม่สามารถทำงานปกติอย่างคนอื่นได้ (อ่านเพิ่มเติม “นิกร ศรีคำมา: กี่ฤดูเปลี่ยน คดีเสื้อแดงเชียงใหม่(ยัง)ไม่เปลี่ยน” http://prachatai3.info/journal/2011/05/34525)

ในการฟังคำพิพากษาวันนี้นอกจากสมาชิกครอบครัวนายนิกรแล้ว ยังมีกลุ่มครอบครัวคดีเสื้อแดงเชียงใหม่พร้อมจำเลยคดีเสื้อแดงกรณีเหตุปะทะเมื่อปี 2551 ที่เพิ่งได้ประกันตัวเมื่อเดือนที่ผ่านมา (อ่าน : ศาลฎีกาสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยคดีเสื้อแดงเชียงใหม่ 5 ราย http://prachatai3.info/journal/2012/02/39272) และคนเสื้อแดงจากอำเภอดอยสะเก็ดจำนวนหนึ่งมาร่วมให้กำลังใจด้วยรวมทั้งหมดประมาณ 15 คน

ที่มา prachatai

ศาลฎีกาไม่ให้ประกัน ‘อากง’

"ศาลฏีกาไม่ให้ประกันอากง ย้ำเหตุเดิม โทษร้ายแรงเกรงหลบหนี ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องก่อนหน้านี้ก็ชอบแล้ว"



15 มี.ค.55 อานนท์ นำภา ทนายความของนายอำพล (สงวนนามสกุล) หรือ “อากง” ผู้ต้องขังคดีส่ง SMS หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระบุว่าศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายอำพล โดยระบุเหตุผลว่า "พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรงประกอบกับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยถึง ๒๐ ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง"

คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4726/2554 จำคุกนายอำพล 20 ปีเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 เนื่องจากในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553ไปมีบุคคลส่งข้อความสั้น 4 ข้อความยังโทรศัพท์ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยเชื่อมโยงการกระทำความผิดของจำเลยมาจากหมายเลขอีมี่ หรือหมายเลขรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์ ซึ่งได้จากข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ได้จาก บริษัท โทเทิลแอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ดีแทค) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ว่าเป็นหมายเลขเดียวกัน(ศาลฟังว่ามีการใช้เครื่องโทรศัพท์เดียวกันเพื่อส่งข้อความโดยใช้หมายเลขโทรศัพท์หรือซิมการ์ดคนละหมายเลข มีการใช้โทรศัพท์ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน )

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 55 จำเลยได้อุทธรณ์คำพิพากษาในหลายประเด็น ได้แก่ ประเด็นภาพจับหน้าจอข้อความของผู้ได้รับข้อความนั้นไม่อาจยืนยันได้ว่ามีข้อความอยู่จริง  ประเด็นที่หมายเลขอีมี่ซ้ำกันได้และไม่มีความน่าเชื่อถือ ประเด็นลำดับขั้นตอนการสอบสวนที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรวมถึงจำเลยไม่มีเหตุจูงใจใดในการส่งข้อความลักษณะดังกล่าว เป็นต้น พร้อมทั้งยื่นขอสืบพยานผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์โดยอ้างความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านโทรศัพท์มือถือจากประเทศเยอรมนี ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างส่งให้พนักงานอัยการโจทก์แก้อุทธรณ์ของจำเลย  แต่ด้านพนักงานอัยการโจทก์นั้นไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งเดิมโจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เอาไว้

ทั้งนี้ นายอำพลถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2553 และถูกคุมขังสองเดือนก่อนศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ประกันตัว แต่เมื่อนายอำพลไปรายงานตัวเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการ ศาลกลับไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวอีกด้วยเหตุที่ว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี  เมื่อรวมจำนวนครั้งที่จำเลยยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวและศาลปฏิเสธคำร้องด้วยเหตุเดียวกันว่าเกรงว่าจำเลยจะหลบหนีตั้งแต่ยื่นฟ้องนั้น รวมศาลชั้นยกคำร้องจำนวน 4 ครั้ง ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องจำนวน 3 ครั้ง และศาลฎีกายกคำร้องจำนวน    1 ครั้ง เป็นผลให้จำเลยจำคุกมาแล้ว 1 ปี 2 เดือนนับแต่พนักงานอัยการยื่นฟ้องแม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ตาม

ที่มา prachatai

จดหมายฝาก จากเรือนจำ โดย หนุ่ม แดงนนท์

'สมศักดิ์ เจียม' ดันปัญญาชนไทยคิดยาว-ทำใหญ่ "ปฏิรูปสถาบัน"


 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อภิปรายในงาน “แขวนเสรีภาพ” เสนอการแก้ไขเฉพาะ ม. 112 อย่างเดียวไม่พอ เสนอตั้ง “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” เน้นรณรงค์ปฏิรูปสถาบันรอบด้าน ชี้ถ้าไม่ยกเลิกองค์ประกอบอย่างมาตรา 8 ไทยก็ไม่มีทางเป็นประชาธิปไตย

 18 มี.ค. 55 – ในงาน “แขวนเสรีภาพ” ซึ่งจัดโดยคณะนักเขียนแสงสำนึก ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว มีการจัดงานอภิปรายทางวิชาการในหัวข้อ Sovereign Community โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ และการรณรงค์เพื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 มีเนื้อหาสาระดังนี้

สมศักดิ์ เปิดการอภิปรายด้วยการกล่าวถึงการจัดงานเผาพระเมรุที่ท้องสนามหลวงเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ  ซึ่งมองว่าเป็นตัวดัชนีชิวัดความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยได้ จากการดูว่าประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์หรืออภิปรายเรื่องดังกล่าวในที่สาธารณะได้หรือไม่ ถ้าหากว่าไม่ได้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เพราะหากใช้มาตรฐานเดียวกันกับนักการเมือง เช่น หากญาติของนักการเมืองเสียชีวิต แล้วมีการใช้เงินหลายพันล้านบาท เพื่อที่จะใช้จ่ายเป็นค่าจัดงานศพ แล้ว เหล่านักวิชาการหรือภาคส่วนอื่นๆ ก็จะคงจะทนไม่ได้ออกมาคัดค้านอย่างเป็นแน่แท้ หากแต่เมื่อเป็นเรื่องของสถาบันกษัตริย์ กลับไม่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์

เช่นเดียวกับการนำเสนอข่าวพระราชสำนักในเวลาสองทุ่ม ไม่มีการนำเสนอข่าวสารที่ใด ที่เป็นการนำเสนอด้านเดียวเช่นนี้ และยังไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อีก จึงแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ในขณะนี้ประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตย

เมื่อโยงเข้ามากับเรื่องการรณรงค์ของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) ที่เสนอให้แก้กฎหมายเพื่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ได้ แต่ยังยกข้อยกเว้นไว้ถึงการด่าทอเสียหาย มองว่า ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าแปลก และตั้งคำถามว่า ทำไมเมื่อเราคิดถึงเรื่องสถาบัน จึงต้องคิดถึงบรรทัดฐานอีกแบบหนึ่ง แต่หากคิดถึงเรื่องนักการเมือง เราถึงด่าได้

ประเมินการรณรงค์ของครก. 112 ว่า หลังจากที่รวบรวมชื่อได้แล้ว 10,000 ชื่อและยื่นต่อสภาสำเร็จ กระแสเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ น่าจะลดลง โดยถ้าหากประธานสภาไม่ตีความเรื่องนี้ให้เข้าหมวดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะทำให้การอภิปรายตกลงไป หรือไม่ก็อาจจะดองเรื่องนี้ไว้เป็นปีๆ จนลืม ประกอบกับเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง ก็อาจจะทำให้การกระแสเรื่องการแก้กฎหมายหมิ่นและเรื่องเกี่ยวกับสถาบันโดยรวมซาลงไปในที่สุด ทั้งนี้ สถานการณ์ในไทย ต่างจากประสบการณ์ในต่างประเทศ ที่ในการต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย รัฐสภามักจะเป็นฝ่ายที่ต่อสู้กับอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ในประเทศไทยกลับไม่มีใครในสภาไม่ว่าจากฝ่ายใดที่จะกล้าแตะต้องเรื่องนี้ ไม่มีแม้แต่การริเริ่มที่จะช่วยนักโทษที่ยังต้องติดคุกอยู่จากคดีการเมือง

จึงมีข้อเสนอคือ ให้มุ่งเปลี่ยนการรณรงค์เพียงการแก้ไขม. 112 เป็นการมุ่งรณรงค์เพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในระยะยาว โดยอาจเปลี่ยนองค์กรอย่าง “ครก. 112” เป็น “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างรอบด้าน เนื่องจาก มาตรา 112 เป็นเรื่องที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานะของสถาบันกษัตริย์เท่านั้น จะเห็นจากเมื่อเปิดการโต้เถียงเกี่ยวกับมาตรา 112 คนที่ไม่เห็นด้วย ก็จะอ้างว่าสถาบันมีคุณงามความดี ทำประโยชน์กับประเทศ ฯลฯ ซึ่งเป็นการโต้เถียงกันคนละเรื่อง สรุปว่า มาตรา 112 เป็นเพียงตัวแสดงออกท้ายๆ ของสถานะของสถาบันกษัตริย์เท่านั้น จึงตั้งคำถามประเด็นนี้ต่อนักวิชาการหรือคนอื่นๆ ที่อยู่ในครก. 112 ไปด้วยพร้อมกัน

คำถามในตอนนี้ก็คือว่า ทำไมเราไม่ยกระดับการรณรงค์เรื่องนี้ไปสู่การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างเต็มตัว เพราะถ้าหากว่ากลุ่มที่รณรงค์ต้องการจะเปิดพื้นที่การดีเบตจริงๆ หรือให้มีการยกเลิกม. 112 ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ และการที่จะสามารถท้าทายให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอภิปรายเรื่องนี้ และพิสูจน์เช่นนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมาแตะเรื่องที่ใหญ่กว่า คือตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ เราจำเป็นจึงต้องมาคิดเรื่องนี้ในระยะยาว

“ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีการอ้างชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และอ้างว่าสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของชีวิตทางสังคมการเมืองทุกอย่าง อันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าคุณจะเลือกตั้งชนะหรือว่าอะไร ตราบใดที่ชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมงของเราจะต้องอ้างอิงศูนย์กลางเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา อันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยหรอก...

“ในประเทศแบบนี้ ไม่มีแม้แต่ประชาชน มันมีแต่ฝุ่นใต้ตีน ประชาชนจริงๆ คือคนที่มีสิทธิ คนที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ต่อเรื่องสาธารณะ”

ในบริบทสังคมไทย การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็คือการต่อสู้เพื่อยุติสถานะสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าไม่แก้เรื่องสถานะของสถาบันกษัตริย์ ตัวกฎหมายมาตรา 112 ก็ไม่มีทางเปลี่ยน เพราะอย่างที่อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์เคยเสนอไว้ว่า หากกฎหมายเปลี่ยนแต่อุดมการณ์ในสังคมยังไม่เปลี่ยน ก็คงจะไม่เปลี่ยนอะไรเพราะศาลก็คงตัดสินแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าก็เห็นด้วย แต่มันสลับเวลากัน เพราะถ้าหากต้องการแก้กฎหมาย ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนอุดมการณ์ก่อน เพราะเมื่อเราพูดถึงเรื่องอัลตร้า รอยัลลิสม์ ก็จะพบว่า มันมีองค์ประกอบของมันอยู่ เช่น ข่าวสองทุ่ม ก็แก้ไม่ได้ถ้ายังคงมีข่าวสองทุ่มอยู่

ถ้าเราจะรณรงค์เรื่องนี้ในระยะยาว ก็ต้องเข้าใจและชัดเจนว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ว่าอุดมคติที่เราอยากเห็นคืออะไร มองว่าเรื่องม.112 เป็นเรื่องที่เราโฟกัสผิด ที่บอกว่ารณรงค์เรื่องนี้ เพราะสถาบันต้องปรับตัวกับประชาธิปไตย ก็พอฟังขึ้นได้ แต่ในระยะยาวยังไม่พอ โดยส่วนตัวมีข้อเรียกร้องต่อปัญญาชน เพราะสภาหรือนักการเมืองก็คงไม่ทำ ว่าไม่มีปัญหาอะไรที่สำคัญมากกว่านี้อีกแล้ว ในแง่ว่าสังคมไทยจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็น ส่วนเรื่องข้อเสนอของนิติราษฎร์อื่นๆ ไม่ว่าจะเรื่องแก้รัฐประหารและปฏิรูปศาล มองว่าเป็นการจัดการที่ “ผล” มากกว่า เพราะคนที่ทำรัฐประหารเอง เขาทำเพื่อรักษาสถานะสถาบันกษัตริย์จากการท้าทายของอำนาจแบบสมัยใหม่ แต่เราจำเป็นต้องแก้ที่ตัวสาเหตุ เพราะคณะรัฐประการหากเขาจะทำอีกจริงๆ เดี๋ยวก็ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งและร่างมาตราใหม่ขึ้นมาได้

ประเด็นที่สำคัญคือ เราต้องยุติของสถานะของสถาบันกษัตริย์ ที่มักถูกเอาไปอ้างกัน เพราะในประเทศอื่นๆ ไม่ว่าในประเทศญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ หรือเบลเยี่ยม ก็ไม่อ้างกันแล้ว แต่ที่ไทยยังอ้างอยู่ ก็เป็นเพราะอุดมการณ์ทางกษัตริย์นิยม และองค์ประกอบอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นมา จะเห็นจากเหตุผล 8 ข้อที่ตัวเองเคยเสนอ ก็ยังคงยืนยันเพราะด้วยสาเหตุแบบนี้

ต่อให้รณรงค์ให้ตาย ตราบใดที่ยังมีข่าวสองทุ่ม มีโครงการหลวงอยู่ มันก็แก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น บ้านเราฟังดูมันโชคร้าย เรามาถึงจุดที่ว่า ถ้าคุณต้องการแก้ 112 คุณต้องแก้ทั้งชุด และคุณต้องเสนอทั้งชุด เป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอว่าเราต้องแก้ 112 ก่อนแล้วเราค่อยมาวิจารณ์มันไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้ว คนที่ไม่รับเขาก็คือไม่รับทั้งนั้น สำหรับคนที่รณรงค์ในเรื่องนี้อยู่ มันอาจจะดูน่าหดหู่ แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

“สิ่งที่ผมเรียกร้องต่อนักวิชาการทั้งหลายแหล่ คือ ยกนี้ มันจะซาลงไปในเวลาไม่นาน แต่สิ่งที่เราต้องคิดคำนึงถึงระยะยาว ก็คืออันนี้ ปัญญาชนกับการเปลี่ยนประเทศไทย จากประเทศที่ต้อง...กับทุกอย่างที่เราเห็น เช่น อย่างยาเสพติดเพื่อพ่อ ขับรถดีก็เพื่อพ่อ รัฐประหารเพื่อพ่อ ราชประสงค์เพื่อพ่อ คือ การที่ทุกอย่างต้องอ้างอย่างนี้หมด [ต้องเปลี่ยน] ให้เป็นประเทศที่ ต่อไปนี้ สถาบันกษัตริย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิตคนไทยอีกต่อไป  สำหรับปัญญาชน นักวิชาการ คนที่เป็นประชาธิปไตย อันนี้เป็นพันธะหรือภารกิจที่มันศักดิ์สิทธิ์”

ตราบใดที่เราปฏิบัติกับสถาบันกษัตริย์แบบเดียวกับที่เราปฏิบัติกับนักการเมืองไม่ได้ การวิจารณ์มันก็ไม่มีความหมาย เพราะก็จะทำให้ชีวิตทางการเมืองของสังคมมันไม่มีความหมาย เพราะถ้าหากการวิจารณ์ไม่ได้ใช้หลักการและบรรทัดฐานเดียวกัน ก็เหมือนกับเป็นการด่ากันในเรื่องส่วนตัว ดังนั้น สรุปได้ง่ายๆ ว่า ในบริบทของประเทศไทย ถ้าคุณไม่ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกับที่ใช้กับคนทั่วไปได้ มิเช่นนั้น คุณก็ไม่มีประชาธิปไตย

เมื่อมีการเสนอให้ทำอะไรกับมาตรา 112 มีสามประเด็นที่ต่อเนื่องกันที่เราต้องพิจารณาจากเชิงนามธรรมทั่วไป มาจนถึงลักษณะเฉพาะ เริ่มจากข้อแรกที่ว่า โดยอุดมคติ ประเทศประชาธิปไตยควรมีกฎหมายหมิ่นประมาทประมุขหรือไม่ ข้อสอง แล้วประเทศไทยควรมีหรือไม่ และข้อที่สาม ในปัจจุบันเราควรเสนออะไรเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นประมาทประมุข

ตอนแรกตนเข้าใจสิ่งที่นิติราษฎร์เสนอให้คงกฎหมายเรื่องหมิ่นประมาทประมุขไว้ เพราะเข้าใจว่าสังคมไทยอาจจะยังไม่พร้อม แต่จริงๆ แล้ว การที่นิติราษฎร์เสนอเช่นนี้ เพราะเข้าใจข้อหนึ่งและสองคนละแบบ คือ เสนอว่า ต่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้ว กฎหมายคุ้มครองประมุขจากการหมิ่นประมาท ก็ยังคงต้องมีอยู่เพื่อคุ้มครองประมุขซึ่งมีสถานะพิเศษ ทั้งนี้ ตนเห็นว่า จริงๆ แล้ว ในหลักการประชาธิปไตย กฎหมายนี้ไม่ควรมีอยู่ คือให้คุ้มครองด้านอื่นได้ แต่ไม่ควรห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ และต้องถามว่ามีความจำเป็นหรือ เพราะกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาก็มีอยู่แล้ว

อย่างในยุโรป ที่ยังมีกฎหมายห้ามหมิ่นประมาทประมุขอยู่ ก็เพราะมรดกทางการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน อย่างในอังกฤษ ก็ไม่มีกฎหมายหมิ่นฯ แล้ว แต่มีกฎหมาย seditious libel คือ การห้ามหมิ่นองค์รัฏฐาธิปัตย์ แทน ซึ่งรวมไปถึงการห้ามหมิ่นพระราชินี สมเด็จพระสังฆราช รัฐมนตรี ฯลฯ ด้วย แต่กฎหมายนี้ก็ถูกยกเลิกไปแล้วเมื่อปี 2009 และก่อนหน้านี้ก็ไม่มีการนำกฎหมายนี้มาใช้แล้วเป็นสิบปี และอย่างในสหรัฐเอง ก็ไม่มีกฎหมายหมิ่นประมาทประมุขแล้ว

ไทยเอง ก็น่าจะเอาแบบอย่างของประเทศที่ไม่มีกฎหมายนั้นใช้แล้ว โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ไทยน่าจะศึกษาและมีความคล้ายคลึงกับไทยมากที่สุด โดยในบรรดารัฐธรรมนูญที่กษัตริย์เป็นประมุขทั้งหมด ญี่ปุ่นระบุไว้ชัดที่สุดว่ากษัตริย์ต้องมาจากการเสนอและเห็นชอบโดยรัฐมนตรีเท่านั้น และไม่สามารถกระทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ การมีจักรพรรดิของญี่ปุ่นถูกยกเลิกไปโดยสหรัฐอเมริกา หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้ยกเลิกการใช้กฎหมายหมิ่นไปด้วยเช่นเดียวกัน คงไว้ซึ่งเพียงกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา

ถ้าเราจะต้องสู้ทางอุดมการณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปเรื่องสถาบันกษัตริย์ มองว่าต้องทำแบบญี่ปุ่น คือต้องเสนอให้ยกเลิกทั้งหมด ทั้งมาตราแปดและมาตรา 112 เรื่องที่เสนอง่ายๆ ก็คือว่าอะไรที่ดีพอสำหรับคนธรรมดา ก็ต้องดีพอสำหรับเจ้าด้วย และพูดในแง่ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ปัญญาชนต้องหาทางที่จะยืนยันเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้มันไม่ง่าย ต้องสู้กันต่อไปในระยะยาว

“ผมรู้แต่ว่า ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย กี่ชาติๆ ผมตายไปเกิดใหม่ พวกคุณตายไปเกิดใหม่ ก็ยังเป็นอย่างนี้ ลูกหลานเหลนโหลนของคุณก็จะกลายเป็นฝุ่นละอองใต้ตีนไปอย่างนี้ คือมันไม่มีทางอื่น”

ถ้าเช่นนั้น ในปัจจุบันเราจะเสนอได้แค่ไหน นักวิชาการต้องถามตัวเองว่าอะไรคืออุดมคติของไทยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และถ้าสามารถเสนอได้ ก็เสนอไป ตั้งธงเอาไว้ อย่าง 8 ข้อของตน และจริงๆ แล้ว เราสามารถเสนอให้เลิกเด็ดขาดได้ การที่อ้างว่าคนไทยส่วนใหญ่อ้างว่ายังรักสถาบัน เราจำเป็นต้องเคารพสิทธิของเขา จึงไม่สามารถยกเลิกกฎหมายได้อย่างเด็ดขาด ตรงนี้ เราเข้าใจเรื่องสิทธิต่างกัน เนื่องจากการที่คนเชียร์เจ้า เขาไม่ได้กำลังใช้สิทธิของตนเอง ตนเองมองเรื่องสิทธิ ตามสิ่งที่นักคิดฝรั่งเคยให้นิยามว่า “สิทธิคือการมีอำนาจที่จะทำอย่างอื่นได้” (Rights is the power to do otherwise) แต่สิ่งนี้ไม่มีในประเทศไทย แม้แต่คนอย่างหมอตุลย์ (สิทธิสมวงศ์) เราก็ไม่สามารถท้าทายได้ เพราะหมอตุลย์เองก็ไม่สามารถวิจารณ์เจ้าได้เช่นเดียวกัน เพราะการที่คนรักเจ้า ไม่ได้รักจากการสั่งสอนอย่างมีเหตุผล แต่กลับถูกกล่อมเกลาอยู่ตลอดเวลา เพราะลึกๆ มันคือเป็นเรื่องการใช้อำนาจโปรแกรมบังคับคนขึ้น ไม่เกี่ยวกับว่าการเคารพวัฒนธรรมและเรื่องสิทธิ

“เราพูดกันว่าเรื่องนี้เป็นความเชื่อโดยสมัครใจ เหมือนกับคุณเชื่อเรื่องการแต่งตัวหรือดารา ก็เป็นความเชื่อเรื่องวัฒนธรรม แต่เรื่องการจงรักภักดีต่อเจ้านี้ไม่ใช่ ลึกๆ แล้วมันเป็นเรื่องการใช้อำนาจบังคับโปรแกรมคนขึ้นมา”

ถ้าเสนอได้แล้วไม่ติดคุก ต้องเสนอ และต้องทำงานความคิดต่อสู้กันไป ก็ต้องมาดูกันว่าเราต้องการอะไร ว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศที่มันขึ้นต่อสถาบัน ให้เป็นประเทศที่ปกติธรรมดาของศตวรรษที่ 21 ที่มองคนทุกคนเท่ากันหมด ดังนั้น ถ้าไม่เสนอให้ยกเลิกองค์ประกอบเหล่านี้ ประเทศไทยก็ไม่มีทางเป็นประชาธิปไตย

ต่อคำถามเรื่องแผนสำรองในการรณรงค์เพื่อแก้ไขม. 112 หรือมาตรา 8 ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ว่าถ้าหากทำไม่สำเร็จ อาจจะให้มีการร่างกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อกลั่นกรองการใช้กฎหมายและเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาคดีเพื่อลดการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ สมศักดิ์มองว่า เรื่องสถาบันกษัตริย์ หากพูดตรงๆ แล้วก็ต้องตอบว่าคงจะไม่เปลี่ยนแปลงขึ้นภายในระยะเวลาเร็วๆ นี้แน่ แต่สำหรับคนที่หวังอนาคตประชาธิปไตย ต้องมีความอึด ให้มันรู้ไปว่าจะเป็นประเทศของฝุ่นใต้ตีนไปกาลปาวสาน หรือซักวันหนึ่ง ทุกอันจะเห็นภาวะนี้แล้วก็ทนไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง

ข้อเสนอก็คือ ในการต่อสู้ทางอุดมการณ์ จะต้องเป็นบรรทัดฐานที่วางไว้ว่าต้องสู้แล้วสำเร็จ ต้องเสนอยันว่ายังไงก็ต้องเลิก เพราะมันใช้เวลาแน่นอน อย่างคราวนี้ เป็นครั่งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่สามารถอภิปรายเรื่องนี้ได้จริงจังเมื่อเทียบกับเมือเทียบกับช่วงทศวรรษ 2510- 2520 ซึ่งบีบให้คนที่พูดเรื่องสถาบันต้องหนีออกไปอยู่ป่าหรือถูกจับ แต่มองว่า เหตุการณ์ที่วรเจตน์ถูกทำร้ายเพราะมีคนเสนอเรื่องนี้ในสังคมน้อยเกินไป หากมีคนอภิปรายเรื่องนี้มากขึ้นและสม่ำเสมอ คนอย่าง วรเจตน์ ปิยบุตร (แสงกนกกุล) หรือตนเอง ก็จะเป็นเป้าน้อยลง จึงควรจะผลักดันข้อเสนอให้สุด และถ้าหากจะมาเสนอเรื่องแก้ไขกฎหมาย เอาเวลาไปเสนอ พรบ. นิรโทษกรรมไปช่วยคนอย่างสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) สุรชัย (ด่านวัฒนานุสรณ์) ดา ตอปิโด หรือนักโทษคดีการเมืองคนอื่นๆ น่าจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยก็มีความเป็นไปได้มากกว่า หากเราพูดเรื่องปฏิรูปเรื่องสถาบัน จึงจำเป็นต้องพูดเรื่องระยะยาวเข้าไว้

ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดชนชั้นกลางของไทยจึงยังต้องการรัฐที่มีสถานะของอำนาจสถาบันกษัตริย์แบบนี้ ไม่คัดง้างกับสถาบัน รวมถึงทักษิณด้วย แต่ตอบตรงๆ ก็เพราะว่า เขาอยากจะรักษาโครงสร้างแบบนี้ให้อยู่ เพราะน่าจะได้ประโยชน์ในอนาคต ถึงแม้ทักษิณเองก็มีคุณูปการทางประวัติศาสตร์ที่เปิดประเด็นวิจารณ์เปรม เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่เปรมทำมาตลอดไม่เคยมีใครหยิบยกมาพูด แต่หลังจากนั้น ก็กลับไปจับมือกัน ในทางปัญหาใหญ่ ทำไมในสังคมไทย นักการเมืองไทยจึงเป็นเช่นนี้ เพราะอย่างประเทศอื่นรัฐสภาก็เป็นฝ่ายที่คัดง้างกับสถาบัน

สุดท้ายนี้ ฝากอย่างซีเรียส สังคมไทยต้องการองค์กรถาวรที่ทำงานเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ อย่าหวังแต่นิติราษฎร์ หรือตนเอง ทั้งหมดนี้ มันเกี่ยวพันกับการพูดทางการเมืองในอนาคต เราจำเป็นจะต้องแก้ประเด็นนี้ให้ตก อาจจะเปลี่ยนจาก “ครก.112” มาเป็นองค์กรถาวร เช่น เครือข่ายนักวิขาการเพื่อการปฏิรูปสถาบัน ให้มีการจัดสัมมนาทางวิชาการทุกเดือน หรือทุกปี และให้มีการอภิปรายเรื่องมาตรา 8 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันตนคิดว่ามันทำได้ และต่อจากนี้ไป ก็จะเน้นทำงานความคิด และรณรงค์เพื่อให้มีการปฏิรูปสถาบันอย่างรอบด้านและถาวร เพื่อไม่ให้ไทยติดหล่มอยู่เช่นนี้เป็นสิบปี

ที่มา prachatai

พลังคนเสื้อแดงต้องมิใช่เพียงแค่เครื่องมือของกลุ่มทุน


คุณ ทักษิณจะกลับบ้านอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ก็มิใช่เพราะเกิดจากการปรองดองหรือนิรโทษกรรม แต่เกิดจากการร่วมมือกับกลุ่มพลังประชาธิปไตยคนเสื้อแดง นำประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนกลับคืนสู่ประชาชน 

โดย  TAWANSEEDANG


ขบวน การคนเสื้อแดงผู้มุ่งหวังต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยที่ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ คนไทยในสังคมทั้งประเทศหลุดพ้นจากความอยุติธรรม ความผูกขาดคลอบงำ ความเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มทุนขูดรีด (ทุนผูกขาด) จะต้องคิดไกลนอกกรอบกว่าที่เป็นอยู่ 

ต้องใส่แว่นตาหลายมิติ เพื่อไม่ให้ถูกหลอกใช้เป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยโค่นล้มเปลี่ยนฐานอำนาจ จากกลุ่มหนึ่งไปสู่กลุ่มหนึ่ง หรือจากทุนหนึ่ง(ทุนนิยมผูกขาด)ไปสู่อีกทุนหนึ่ง (ทุนเสรีนิยม) โดยประชาชน ไม่ได้รับการสนองตอบแท้จริงตามวัตถุประสงค์ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างวงจรอุบาทว์ของสังคมไทยควบคู่กับประชาธิปไตย  

เพราะในความเป็นจริง ไม่ว่าทุนผูกขาดหรือทุนเสรีนิยม คือระบบทุนผู้เอารัดเอาเปลียบและมุ่งหวังจะได้ผลประโยชน์สูงสุดจากคนในสังคม เหมือนกัน เพียงอาจจะมีวิธีการแตกต่างซับซ้อน หรือความมีคุณธรรมจริยธรรมมากน้อยกว่ากันเท่านั้น 

ซึ่งสุดท้ายประชาชนคือเหยื่อผู้รับชะตากรรม ต้องตกอยู่ในสภาพถูกกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบอย่างที่เป็นมา โดยเห็นได้จากสภาพที่เกิดขึ้นในประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจเสรี เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในโลก ที่ประชากรดูเหมือนจะมีภาวะทางโอกาส ภาวะการจ้างงานสูง มีตัวเลขทางรายได้และมีกำลังการซื้อสูง 

แต่ขณะเดียวกัน ภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพตามโครงสร้างระบบทุนนิยมเสรี ที่ประชาชนไม่มีส่วนกำหนดและรัฐไม่สามารถควบคุม เกิดช่องว่างของรายรับไม่สมดุลย์กับรายจ่าย ประชาชนยากจนลงและเจ้าของทุนร่ำรวมมากขึ้นเหมือนเดิม

ตั้งแต่ประเทศมีการปกครองในระบอบราชาธิปไตย ที่อำนาจและผลประโยชน์ทุกอย่างอยู่ในมือของคนคนเดียว นายทุนศักดินา (ทุนนิยมขูดรีด) กอบโกยความร่ำรวยและผลประโยชน์จากประชาชน ด้วยการคลอบคุมผูกขาดฐานอำนาจการบริหาร การปกครองและโครงสร้างการเศรษฐกิจของประเทศ อย่างยาวนานหลายทศวรรษ 

ต่อ มาเกิดเงื่อนไขทางสังคมที่ต้องเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดภาพประชาธิปไตยตามแบบอารยะประเทศ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรืออาจเรียกว่า ระบอบเผด็จการ + ราชาธิปไตย + ทุนนิยม(ดูตารางเปรียบเทียบด้านล่างและไดอแกรรมด้านบน) ถูกสร้างขึ้น

โดยกลุ่ม จารีตนิยมเก่าร่วมกับ กลุ่มอำนาจนิยมเผด็จการ กลุ่มอนุรักษ์นิยมและทุนผูกขาด ขยายเครือข่ายสร้างระบบ(วงจรอุบาทว์) ความมั่นคงทางอำนาจและทางเศรษฐกิจของทุนผูกขาด เพื่อใช้ยึดครองประเทศตามที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
THE SYSTEMS ARE PREVENT TO BECOME THE REAL DEMOCRACY.
APSALUTE MONARCHY

1.    มีอำนาจตามโครงสร้างระบอบกษัตริย์

2.    Head of Kingdom
ใช้อำนาจตรงในฐานะกษัตริย์

3.    The king can do no wrong

4.    พระเจ้าแผ่นดินคือกฎหมาย เป็นผู้
ใช้อำนาจแต่ผู้เดียว
5.    ไม่มีระบบการเลือกตั้ง กษัตริย์เป็นผู้บริหาร
สูงสุด
6.    Lese Majeste laws
7.    Non capitalist
8.    Corruptions
CONSTITUTIONAL MONARCHY
(THAILAND)
1. กษัตริย์มีอำนาจตามโครงสร้างรัฐธรรมนุญจารีต  ประเพณีนิยม
2. Head of kingdom
    ใช้อำนาจทางอ้อมผ่านระบบรัฐสภา ศาล
      นิติบัญญัติ
3. The king can do no wrong

4. กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
(ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในทางปฎิบัติ )
5. ระบบการเลือกตั้ง ผู้นำรัฐบาลเป็นผู้บริหาร
     สูงสุด (ต้องได้รับความเห็นชอบจากกษัตริย์)
6. Lese Majeste laws
7. Capitalist
8. Corruptions โดยระบบ

ขบวน การผูกขาดที่ยึดครองอำนาจและผลประโยชน์อย่างยาวนานนี้  เริ่มถูกแทนที่โดยกลุ่มทุนนิยมเสรีใหม่ นำโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จากปี 2544 เป็นต้นมา 

ช่วงระยะเพียง 5 ปี ของการเข้าครอบครองอำนาจการบริหารจัดการและการเศรษฐกิจ กลุ่มทุนใหม่ได้สร้างความรู้สึกไม่ปรอดภัยต่อกลุ่มอำนาจและทุนเก่า ความหวาดกลัวที่ต้องสูณเสียอำนาจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 

จึงขยายเป็นชนวนสาเหตุการเกิดวิกฤตความขัดแย้ง และเป็นศัตรูแย่งชิงโค่นล้มกันเองอยู่ขณะนี้

สงครามความขัดแย้งเพื่อโค่นล้มได้ปรากฎเห็นชัดเมื่อกลุ่มอนุรักษ์อำนาจและทุนผูกขาด สร้างกระแสปลุกระดมเครือข่ายวงจรอุบาทว์ 

ที่ ประกอบด้วยบุคคลและคณะบุคคลจากระบบจารีตนิยมเก่า กลุ่มอำมาตย์ศักดินาอนุรักษ์นิยม กลุ่มนิยมอำนาจเผด็จทหาร กลุ่มพรรคการเมืองและนักการเมืองสายอนุรักษ์ ข้าราชการและนักวิชาการสายอนุรักษ์ สื่อมวลชน นักธุรกิจทุนผูกขาด บุคลและคณะบุคคลซึ่งสูญเสียผลประโยชน์จากผลกระทบทางนโยบายการบริหารจัดการ การเศรษฐกิจของกลุ่มอำนาจใหม่ และมวลชนจัดตั้ง ร่วมกันเป็นขบวนการสร้างกระแสความขัดแย้งด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ 

จนเกิดความชอบธรรมใช้โค่นล้มด้วยการทำรัฐประหารโดยกลุ่มอำนาจนิยมเผด็จการทหารเมื่อ 19  กันยายน 2549

การต่อต้านอำนาจเผด็จการนอกระบบ การเข้ามามีอำนาจของกลุ่มขั้วอำนาจเก่าและทุนผูกขาดที่ Corruptions ลุแก่อำนาจนำระบบนิติรัฐ นิติธรรมสองมาตราฐานทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม 

การ ไม่เคารพหลังการประชาธิปไตย การลิดรอนสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน การเปลี่ยนแปลงนโยบายประชานิยมที่ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลก่อน จึงเป็นที่มาของพลังมวลชนคนเสื้อแดง 2 กระแสคือ

1.    กระแส ต้องการประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของปวงชนแท้จริงและต่อต้านอำนาจเผด็จการนอก ระบบ ร่วมด้วยกลุ่มจากกระแสความเจ็บแค้นจากเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนเมื่อ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553 กลุ่มรักความเสมอภาพ สิทธิมนุษย์ชนและความเป็นธรรม กลุ่มสนับสนุนความเป็นนิติรัฐ นิติธรรม ๆลๆ

2.    กระแส สนับสนุน พ.ต.ท ทักษิณและการต้องการผลประโยชน์จากนโยบายทุนเสรีประชานิยม ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัฒน์ อดีตนายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทย  

จากวันรัฐประหารถึงปัจจุบัน นับเวลากว่า 5 ปีที่ขบวนการกลุ่มยึดครองอำนาจเก่า ใช้วิธีเลวร้ายทุกวิถีทางสร้างสถานะการณ์เพื่อมุ่งหวังทำลายล้างพลังคนเสื้อแดง 

แต่ ด้วยการยึดมั่นอุดมการณ์ในกรอบนิติรัฐ นิติธรรมและหลักประชาธิปไตยที่สังคมภายในและนอกประเทศยอมรับ ประกอบร่วมการขยายมวลชนทางคุณภาพ ความรู้ความเข้าใจและปริมาณ ได้สะท้อนนำความเสื่อมถอยก่อวิกฤตศรัทธาต่อกลุ่มอำนาจเก่าอย่างไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อน 

ซึ่ง นำมาสู่การพ่ายแพ้ทั้งขบวนการในระบบรัฐสภา การเลือกตั้ง การยอมรับและความเชื่อถือของสังคมภายในและสังคมโลก ความกลัวและหวาดวิตกที่พลังประชาธิปไตยเติบโตแข็งแรงมากขึ้น 

ทำ ให้กลุ่มลัทธิอนุรักษ์นิยมทางอำนาจที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ เห็นว่าคงจะไม่สามารถควบคุมสถานะภาพทางอำนาจ เศรษฐกิจต่อไปตามสภาพการปัจจุบัน  จึงนำยุทธศาสตร์ 2 แนวรบมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน ซึ่งประกอบด้วย

1.    เกมส์เสนอการปรองดองและสมานฉันท์ (จอมปลอม)

          1.1  วัตถุประสงค์เพื่อยื้อเวลารอการพื้นตัวของขบวนการอำนาจเก่าที่กำลังอ่อนแอ (เช่นเดียวกับปี 2490 ถึง สฤษดิ์ ธนะรัชต์ 2500 ) โดยยึ่นข้อเสนอที่มีแนวทางอาจไม่สามารถตกลงได้จริง (เพื่อรอผลแนวรบที่ 2) หรือถ้าที่สุดจำเป็นต้องตกลง ก็ต้องให้เกิดประโยชน์ฝ่ายตนมากที่สุด 

โดยแฝงเงื่อนไขที่สามารถนำไปโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความขัดแย้งหรือความไม่พอใจ ให้เกิดความแตกแยกในขบวนการคนเสื้อแดง 2 กระแส หรือกับพรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณ

              1.2 เพื่อใช้เป็นทางออกในการต่อรองกรณีข้อ 1.1 และ ข้อ 2 (แนวรบที่ 2) ไม่ประสพผลสำเร็จตามเป้าหมาย จึงอาจเสนอยอมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจการบริหารการปกครองบางส่วนให้พรรคเพื่อไทย 

แต่ยังคงอำนาจการควบคุมเด็ดขาดภายใต้เสื้อคุมตัวเดิม (เปลียนขั้วอำนาจภายใต้โครงสร้างเดิม)

2.    เกมส์สร้างกระแสล้มเจ้าและต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ระหว่างดำเนินการแนวรบที่ 1 แนวรบที่ 2 ปลุกระดมรื้อฟื้นเครือข่ายที่ช่วยล้มคุณ ทักษิณ เมือปี 2549 ประสานทั้งในระบบรัฐสภา มวลชนนอกสภา องค์กรอิสระ ศาลและกองทัพ ด้วยประเด็น "ล้มเจ้า" และการ "ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนุญ"เพื่อเป็นหนทางโค่นล้มกลุ่มขั้วอำนาจใหม่ ทักษิณและสลายพลังมวลชนคนเสื้อแดง อย่างที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

ยุทธวิธี แสดงท่าทีประนีประนอมยอมรับข้อเสนอปรองดองและการสมานฉันท์ที่คุณทักษิณ พรรคเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดง (นปช) แสดงออกทั้งก่อนและหลังพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งขึ้นมามีอำนาจบริหาร ประเทศ เช่น

                     1  ประกาศไม่แตะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดเกี่ยวกับอำนาจกษัตริย์
                     2. ประกาศไม่แตะต้องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (กฏหมายหมิ่น)
                    3.  ไม่กระตือรือร้นในการนำคนผิด (สั่งฆ่าประชาชน) มาลงโทษ ด้วยข้ออ้างว่าได้ดำเนินการแล้ว อยู่ในขบวนการทางศาล ไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่าย (คาดว่าอยู่ในข้อเสนอการปรองดองซึ่งอาจยังไม่กล้าตกลงในเงื่อนไขการนิรโทษกรรม)
                    4.  ไม่กระตือรือร้นในคดีผู้ทำผิดกฎหมายของกลุ่มอำนาจเก่า (คาดว่าอยู่ในข้อเสนอรอผลการเจรจาปรองดองและการนิรโทษกรรม)
                    5.   ไม่กระตือรือร้นในการนำคนเสื้อแดงออกจากคุกหรือการประกันตัว (คาดว่ารอผลการตกลงในขั้นตอนการปรองดอกและการนิรโทษกรรม)
                   6.  พยายามช่วยแยกกองทัพออกจากความผิดฆ่าประชาชน (คาดว่าเป็นข้อเสนอเพื่อสร้างบรรยากาศปรองดอง)
                   7. ไม่แตะต้องอำนาจทหาร (สร้างมิตรแยกศัตรู ไม่ให้ทหารร่วมและทำรัฐประการ)

จึงอาจสรุปได้เป็น 2 นัยยะคือ

1.    เป็นยุทธวิธีการตั้งรับเพื่อต่อสู้กระแสรุกของกลุ่มอำนาจเก่าแบบสันติวิธี และสร้างความชอบธรรมด้วยเพราะ

- ยังไม่พร้อมลุกขึ้นเพื่อการเปลี่ยนแปลง (ไม่แน่ใจพลังมวลชนและคุณ ทักษิณ พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการ)
-  รอเวลาเปลี่ยนผ่านหลังสิ้นสุดรัชการ
- ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อ
- เพื่อให้พรรคคงอยู่ในอำนาจสร้างผลงานต่อประชาชน สานต่อนโยบายทุนนิยมเสรี
- ปูแนวทางการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยแบบสันติวิธีทางระบบรัฐสภา หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- ปิดโอกาสถูกนำเป็นเงื่อนไขให้อำนาจนอกระบบเข้ามาล้มอำนาจอีก

2.    หรืออาจเป็นยุทธวิธี ต้องการยอมตกลงกับฝ่ายกุมอำนาจเก่า

- เพื่อได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศโดยยอมอยู่ภายใต้โครงสร้างสังคมเดิม
- เพื่อประนีประนอมใม่ต้องการขัดแย้งกับสถาบันคุมอำนาจต่อไป
- เพื่อนิรโทษกรรมให้คุณ ทักษิณ สามารถกลับเข้าประเทศ และคนเสื้อแดงหลุดพ้นคดีความ
- เพื่อการปรองดองสมานฉันท์
- เพื่อเข้ามามีอำนาจแทนกลุ่มอำนาจเก่าและสานต่อนโยบายทุนนิยมเสรี           
 
ไม่ว่าจะด้วยทฤษฎี win win หรือ ด้วยสาเหตุอื่นใดก็ตาม ที่คุณ ทักษิณและพรรคเพื่อไทยใช้เป็นสาเหตุประนีประนอบเพื่อหวังเปลี่ยนขั้วเข้ามา มีอำนาจ และหวังนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย เมื่อมองย้อนดูลักษณะโครงสร้างสังคมไทย (ไดอะแกรมด้านบน) จะเห็นว่า คงเป็นไปไม่ได้โดยง่ายหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย 

เพราะ โครงสร้างสังคมไทยมีดีกรีความเกี่ยวโยงกับความไม่ต้องการให้มีประชาธิปไตย อยู่อย่างสูง ตราบใดที่วงจรอุบาทว์นี้ยังดำเนินอยู่ โดยไม่มีการแก้ไขหรือยกเลิก ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ 

เพราะ กลไกที่อยู่ในโครงสร้างประกอบด้วยระบบอภิสิทธิ์ชน ระบบอุปถัมภ์ และระบบโครงสร้างอำมาตย์ทางชนชั้นที่สนับสนุนระบอบการปกครงแบบคณาธิปไตย ซึ่งรวมเป็นเครือข่ายที่มีอิทธิพลอย่างสูงในการกดขี่ชี้นำสังคม โดยเอื้อประสานอำนวยให้เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เสมอภาคทางสังคม ทางนิติรัฐ นิติธรรม ทางไม่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ทางอำนาจบริหาร ปกครองและทางเศรษฐกิจ 

ฉนั้น การจะแก้ไขหรือยกเลิกโดยแนวทางเปลี่ยนผ่านตามอำนาจที่ได้รับการยินยอม จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และโครงสร้างของระบบนี้ เคยเป็นตัวจักรสำคัญในการโค่นล้ม คุณทักษิณมาแล้ว

นอกจากนั้น วงจรอุบาทว์ยังเป็นต้นต่อของการ Corruptions ที่ระบาดอยู่ในสังคมไทย ด้วยเมื่อบุคคลหรือคณะบุคคลมองเห็นโอกาสทางอิทธิพล อำนาจและผลประโยชน์ ต้องการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ 

เงิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการปรับปรุงฐานะทางสังคม อาชีพ ตำแหน่งหน้าและส่วนประกอบอื่นๆเพื่อยกระดับเสริมอิทธิพล อำนาจ ศรัทธาและบารมีตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ 

วิธีหาเงินโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ corruptions ด้วย แนวทางผิดคุณธรรม ผิดกฎหมาย หรือดูเหมือนถูกกฎหมายโดยไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงเป็นทางออกของการใช้อำนาจเงิน สร้างและรักษาอิทธิพล อำนาจ ศรัทธาและบารมี

Corruptionsจึง เป็นเครื่องมือและเส้นเลือดน้ำหล่อเลี้ยงให้ทั้งระบบโครงสร้างวงจรอุบาทว์ นี้เติบโตและสามารถดำรงอยู่ได้ ผู้มีอำนาจ ผู้ได้รับผลประโยชน์จากระบบ จึงต้องช่วยกันปกป้องทุกวิถีทาง ขัดขวางไม่ให้ถูกกระทบหรือถูกทำลาย ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจและตรวจสอบได้ จึงเป็นศัตรูสำคัญของระบบนี้

ประ ชาธิไตยไม่ใช้เพียงแค่เลือกตั้งเข้ามามีอำนาจ เป็นรัฐบาลและแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยต้องการประนีประนอมด้วยระบบ win win หรือ อาจเป็นแนวทางอื่นใดก็ตาม คงต้องไม่ละเลยหรือ ไม่สนใจความต้องการของประชาชนผู้มีส่วนร่วมทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ขึ้นมามีอำนาจ 

และ คุณทักษิณ มีโอกาสเจรจาต่อรอง เพราะเช่นขณะนี้ยังมีคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อสิ่งนี้ ติดคุกไม่ได้รับการประกันตัว ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งขัดกฎหมายรัฐธรรมนุญอยู่เช่น

มาตรา 6  รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้         
               
มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้           
               
มาตรา27 สิทธิ และเสรีภาพที่รัฐธรรมนุญนี้รับรองไว้โดยขัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรง

มาตรา 29 การ จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนุญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้เท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

มาตรา 39 ย่อหน้า สอง ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด  ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฎิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำผิดมิได้

มาตรา 40 ข้อ 7 ใน คดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างพอเพียง การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

มาตรา 81 รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(1) วรรคแรก ดูแลให้มีการปฎิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
(2) คุม คร้องสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน่าที่ของรัฐและบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน

เมื่อศาลซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ ไม่ปฎิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนุญ มาตรา 39 และ 40 ข้อ7วรรค ท้าย แต่เลือกปฎิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา โดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นคดีโทษสูง กลัวหลบหนีและอื่นๆ จึงไม่ให้ประกันปล่อยตัวชั่วคราว (ไม่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลเป็นข้อยกเว้น) จึงเป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกับเจตจำนงของมาตรา 6, 26, 27 ,29 รวมทั้ง 39, 40 ข้อ 7 เอง  เท่ากับศาลเจตนาทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐบาลมีหน้าต้องปฎิบัติโดยทันทีตามมาตรา 81 ข้อ 1 และข้อ 2 คือ ดำเนินคดีกับผู้พิพากษาทั้งคณะที่พิพากษาขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และจึงไม่ใช่การล่วงอำนาจศาล
                                                                                                                                     ผู้นำและมวลชนคนเสื้อแดงจึงต้องตระหนักและต้องไม่ยินยอมหรือยอมตาม ให้กลุ่มคณะบุคคล พรรคการเมืองหรือกลุ่มทุนที่เราสนับสนุน (เพราะเห็นว่ามีแนวคิดสอดคล้องมากกว่ากลุ่มอื่น) มีอิทธิพลเป็นผู้บงการ กำหนดชักนำ เปลี่ยนแปลงแนวทางวัตถุประสงค์ซึ่งเป็นความต้องการแท้จริงของประชาชน 

และ ต้องไม่ยอมให้พลังประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือ เพื่อการตอบสนองพรรคและกลุ่มทุน โดยหวังได้รับเพียงผลประโยชน์และการสนับสนุนที่ได้รับการเสนอให้เท่านั้น 

ดังนั้นนโยบาย win win จึง สมควรเลือกที่จะปฎิบัติกับฝ่ายจริงใจสนับสนุนมากกว่าฝ่ายจ้องทำลาย คุณทักษิณจะกลับบ้านอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ก็มิใช่เพราะเกิดจากการปรองดองหรือนิรโทษกรรม แต่เกิดจากการร่วมมือกับกลุ่มพลังประชาธิปไตยคนเสื้อแดง นำประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนกลับคืนสู่ประชาชน

อย่าง ไรก็ดี ประเทศไทยคงหนีไม่พ้นที่จะต้องดำเนินแนวทางเศรษฐกิจระบบทุนนิยมเสรี ตามโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ขบวนการคนเสื้อแดง ก็ต้องสนับสนุน คุณทักษิณและพรรคเพื่อไทย ตราบใดที่ยังยืนอยู่บนเป้าหมายเดียวกัน ประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง และการเคารพซึ่งกันและกัน คนเสื้อแดงยังต้องมีหน้าที่ประคับประคองปกป้องพรรคเพื่อไทย รัฐบาลไม่ให้ถูกโค่นล้มทำลายตลอดไป และยังต้องพลักดันให้ก้าวไปสู่
1.    การมีรัฐธรรมนูญของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน
2.    รัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน
3.    เศรษฐกิจ ทุนนิยมเสรีของประชาชน ( วิสาหกิจมวลชน)
4.    ระบบภาษีก้าวหน้า (ผู้มีรายได้ต้องอยู่ในระบบภาษี)
5.    ระบบรัฐสวัสดิการ 
6.    กองทัพประชาชน (ที่ไม่ใช้อาวุธ) เพื่อปกป้องประชาธิปไตย

หมายเหตุจากผู้เขียน:บทความโดย: TAWANSEEDANG (คนไทยในออสเตรเลีย)ไม่สงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ สงวนสิทธิ์ ลบ แก้ไข ตัดทอน ต่อเติม โดยไม่แจ้งให้ทราบหาอ่านได้ใน Red Power

Open publication - Free publishing

ที่มา thaienews

ใจ อึ๊งภากรณ์ : 9 มีนาคม วันเกิดดร. ป๋วย


    หลายคนในขบวนการเสื้อเหลืองพันธมิตรฯ มักจะเคยขึ้นเวทีเผด็จการ แล้วอ้างว่าเขา “เคารพ อ.ป๋วย” ปัจจุบันคนที่จะทำให้กลุ่มนิติราษฎร์ไม่มีพื้นที่ยืนในสังคมบางคน ก็หน้าด้านอ้างพ่อผมอีก หลังจากรัฐประหาร ๑๙ กันยาไม่นาน แม่ผมได้รับโทรศัพท์จากคนที่เขารู้จักในไทยซึ่งบอกแม่ผมว่า “ลุงป๋วยคงภูมิใจที่หลานได้เป็นรัฐมนตรี” แม่ผมตอบทันทีว่า “ไม่... คุณเข้าใจผิดแล้ว”


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
9 มีนาคม 2555


วันที่ 9 มีนาคมเป็นวันคล้ายวันเกิด ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คุณพ่อของผม และในวันนี้ ทุกๆ ปี มักจะมีการจัดงาน“รำลึกถึงอ.ป๋วย” ตามสถานที่ต่างๆ เช่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นมหาวิทยาลัยที่พ่อผมเคยเป็นอธิการบดีก่อนเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

และหลายคนที่ตั้งตัวเองขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงพ่อผม มักจะเป็นคนที่มีอุดมกาณ์ตรงข้ามกับ อ.ป๋วยโดยสิ้นเชิง

ปีนี้ผมได้ข่าวว่าญาติผมชื่อ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ จะไปพูดใน งาน “40 ปี สันติประชาธรรม สู่ 1 ศตวรรษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ดร.ยงยุทธ เคยรับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ในรัฐบาลเผด็จการทหารหลัง ๑๙ กันยา ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อผมไม่มีวันทำ

    และหลังจากรัฐประหาร ๑๙ กันยาไม่นาน แม่ผมได้รับโทรศัพท์จากคนที่เขารู้จักในไทยซึ่งบอกแม่ผมว่า “ลุงป๋วยคงภูมิใจที่หลานได้เป็นรัฐมนตรี” แม่ผมตอบทันทีว่า “ไม่... คุณเข้าใจผิดแล้ว”


ผมไม่เคยอ้างว่าตัวผมเองมีความคิดเหมือนพ่อ ผมเป็นมาร์คซิสต์สังคมนิยม เขาเป็นคนที่มีอุดมกาณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย และจุดยืนของเราแตกต่างกันในอีกหลายๆ เรื่อง แต่ผมถูกพ่อแม่สอนมาให้คิดเองและมีอุดมการณ์ของตนเอง ผมจึงไม่มีสิทธิ์ไปพูดที่ไหนในฐานะ “ผู้แทนความคิดของ อ.ป๋วย”

อย่างไรก็ตามผมอยากเน้นบางสิ่งบางอย่าง เพื่อสร้างความชัดเจนกับคนที่ชอบอ้างพ่อผมแล้วทำตรงข้าม

อ.ป๋วย ต้องบินออกจากประเทศไทยในเย็นวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เพราะพวกขวาจัดที่อ้างว่าปกป้องสถาบัน เช่นลูกเสือชาวบ้าน ขู่จะฆ่าพ่อผมหลังจากที่พวกนี้ไปฆ่านักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ และลูกเสือชาวบ้าน “จงรักภักดี” เหล่านี้ ก็ตามพ่อไปที่สนามบินดอนเมืองเพื่อทำร้ายเขา

อ.ป๋วยต้องออกจากประเทศไทยเพราะทหารเผด็จการทำรัฐประหารอีกครั้ง บนซากศพนักศึกษาในธรรมศาสตร์ และพวกทหารเหล่านี้เกลียดชังดร.ป๋วย และด่าอ.ป๋วยว่าเป็น “คอมมิวนิสต์ล้มเจ้า” ทหารระดับสูงสมัยนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากนั้น

ไม่ต้องเชื่อผมหรอก กรุณาอ่านบทความเรื่อง ๖ ตุลา ที่พ่อผมเขียนเอง

อ.ป๋วยเคารพรักอ.ปรีดี เหมือนเป็นพี่ และมองว่าการที่ อ.ปรีดีต้องออกจากประเทศไทยเป็นเรื่องแย่ พ่อผมเข้าใจดีว่าอ.ปรีดีเป็นแกนนำคณะราษฎร์ที่ปฏิวัติล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อเริ่มสร้างประชาธิปไตยในไทย ตอนที่เกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ พ่อผมไม่ค่อยมีจิตสำนึกทางการเมืองเพราะอายุอ่อน

    อ. ป๋วยไม่เห็นด้วยกับการคุมขังพลเมืองอันเนื่องมาจากการแสดงความเห็นทางการเมือง โดยที่คนเหล่านั้นไม่เคยใช้ความรุนแรงกับใคร ดังนั้นใครอยากตั้งตัวขึ้นมาชม อ.ป๋วย กรุณาพูดถึงปัญหานักโทษการเมือง 112 ด้วย


ที่บ้าน อ.ป๋วย ในวันหยุดประจำชาติ ไม่ว่าจะเป็นวันไหน จะไม่มีการประดับหน้าบ้านด้วยธงชาติหรือธงอื่นหรือไฟสี แต่พ่อผมมองว่าการพัฒนาสถานภาพชีวิตประชาชนธรรมดาเป็นเรื่องที่มีสาระมากกว่า เขายอมทนทำงานในระบบเผด็จการทหารของสฤษดิ์ ถนอม ประภาส ที่โกหกในยุคนั้นว่าเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะเขาเคยรับทุนรัฐบาล เพื่อไปเรียนที่อังกฤษ และเขามองว่าผู้ที่ออกเงินให้เขามีโอกาสไปเรียนนอกคือประชาชนไทยคนธรรมดาผ่านการเสียภาษี เขาจึงต้องตอบแทนประชาชน

พ่อผมไม่เคยสนับสนุนรัฐประหาร ไม่เคยชมรัฐประหาร และไม่เคยรับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลใด ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย เขาเพียงแต่ทำงานเป็นข้าราชการประจำเท่านั้น และเมื่อจอมพลสฤษดิ์มีอำนาจ เขากล้าเถียงกับสฤษดิ์เมื่อสฤษดิ์อยากจะโกงชาติ ต่อมาเขาผิดหวังเมื่อจอมพลถนอมใช้มาตรการเผด็จการ เขาก็กล้าวิจารณ์ จนต้องไปอยู่ต่างประเทศพักหนึ่งก่อนกลับมาหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

ขณะที่พ่อผมทำงานเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการในตอนนั้น พ่อผมยินดีร่วมมือกับองค์กร ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก เพราะ อ.ป๋วยเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือทุนนิยมที่ผสมกลไกตลาดกับการแทรกแซงโดยรัฐ ตอนนั้นกระแสหลักทั่วโลก รวมถึงไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ไม่ได้ชื่นชมกลไกตลาดเสรีอย่างในปัจจุบัน

ในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พ่อผมในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่อยากให้มีการชุมนุมและความรุนแรงเกิดขึ้นในธรรมศาสตร์ เพราะสามเดือนก่อนพวกคลั่งเจ้า พวกกะทิงแดง เคยบุกเข้าไปเผามหาวิทยาลัยตอนที่ประภาสกลับมาไทย เขาอยากให้นักศึกษาหยุดกิจกรรมเพราะเป็นช่วงสอบไล่

แต่อย่ามาอ้างว่าพ่อผมทำเหมือนคณะบริหารมหาวิทยาลัยปัจจุบันเลย เพราะจะเป็นการโกหกแบบไม่อาย พ่อผมรักประชาธิปไตย เขาแต่งงานกับหญิงอังกฤษที่มีอุดมกาณ์ประชาธิปไตย ที่ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจหรือตำแหน่งผ่านสายเลือด และพ่อผมไม่เคยห้ามการจัดเสวนาเพื่อปฏิรูปประเทศไปสู่ประชาธิปไตยเลย

    ในเรื่อง ๖ ตุลา พ่อผมเขียนเกี่ยวกับละครแขวนคอที่ลานโพธิ์ ที่เป็นละครเพื่อเปิดโปงการฆ่านักกิจกรรมโดยตำรวจที่นครปฐมว่า... “จากปากคำของอาจารย์หลายคน ที่ได้ไปดูการชุมนุมกันในเที่ยงวันจันทร์ที่ ๔ ตุลาคม นั้น ผู้แสดงแสดงได้ดีมาก ไม่มีอาจารย์ผู้ใดที่ไปเห็นแล้วจะสะดุดใจว่าอภินันท์แต่งหน้า หรือมีใบหน้าเหมือนเจ้าฟ้าชาย” ...


และโดยทั่วไป เขาอธิบายว่าความรุนแรงในวันที่ ๖ ตุลา และรัฐประหารที่ตามมา เกิดขึ้นจากการกระทำของ

    “ผู้ที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ได้แก่ ทหาร และตำรวจบางกลุ่ม ผู้เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่นายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นประชาธิปไตยในประเทศไทย.... วิธีการของบุคคลเหล่านี้คือ...การอ้างถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือในการป้ายสี ถ้าใครเป็นปรปักษ์ก็แปลว่าไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”


นอกจากนี้ พ่อผมเคยเขียนบทความสั้นเพื่อสนับสนุนการสร้างรัฐสวัสดิการในประเทศไทย โดยในบางส่วนเขียนว่า...

    “ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

    ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่

    เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ

    ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ”


อ. ป๋วยไม่ใช่คนแรกที่เสนอว่าไทยควรมีรัฐสวัสดิการ เพราะก่อนหน้านั้นมีการเสนอโดย อ.ปรีดี คนที่พ่อผมเคารพรัก

อ. ป๋วยเคยพูดถึง “สันติประชาธรรม” แต่อย่าลืมด้วยว่าในวัยนักศึกษาที่อังกฤษ เขาอาสาสมัครเป็นทหารในกองทัพเสรีไทย เพื่อรบกับญี่ปุ่นและรัฐบาลเผด็จการของจอมพล ป. คนเราเปลี่ยนแปลงตามอายุ ตามสมัย ไม่มีอะไรหยุดนิ่งเสมอ

การบิดเบือน และฉวยโอกาสอ้างชื่อ ดร.ป๋วย เพื่อผลประโยชน์ตนเองของบางคนในประเทศไทยในปัจจุบันหลังจากที่เขาตายและตอบไม่ได้ ทำให้ผมระลึกถึงประโยคหนึ่งของ เลนิน นักปฏิวัติรัสเซียที่ผมชื่นชม ตอนต้นๆ ของหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” เลนิน เขียนไว้เกี่ยวกับ คาร์ล มาร์คซ์ ว่า

    “ในยุคที่นักปฏิวัติหรือนักต่อสู้ยังมีชีวิต ฝ่ายชนชั้นปกครองจะคอยปราม ด่า ทำร้าย อย่างต่อเนื่อง แต่พอตายไปแล้วก็นำความคิดมาบิดเบือนให้เป็นเรื่องตรงข้าม เพื่อไม่ให้อันตรายต่อผู้มีอำนาจ”


เมื่อพ่อผมโดนไล่ออกจากประเทศไทย มีคนสามกลุ่มในไทยเท่านั้นที่ชื่นชมปกป้องพ่อผมคือ กลุ่มอ.สุลักษณ์ นักศึกษากับอาจารย์ฝ่ายซ้ายในธรรมศาสตร์ และพรรคคอมมิวนิสต์ แต่พ่อผมไม่ยอมร่วมมือกับพรรค คนทีเหลือในสังคมไทยไม่เอ่ยปากปกป้องพ่อผมแต่อย่างใด

    หลายคนในขบวนการเสื้อเหลืองพันธมิตรฯ มักจะเคยขึ้นเวทีเผด็จการ แล้วอ้างว่าเขา “เคารพ อ.ป๋วย” ปัจจุบันคนที่จะทำให้กลุ่มนิติราษฎร์ไม่มีพื้นที่ยืนในสังคมบางคน ก็หน้าด้านอ้างพ่อผมอีก

    แต่เมื่อผมเล่าให้คุณแม่ฟังว่านักศึกษาที่รักประชาธิปไตยไปวางพวงหรีดที่หน้ารูปปั้นอ.ป๋วยที่ธรรมศาสตร์รังสิต แม่ผมตอบผมทันทีว่า “ดีแล้ว”


ขอย้ำอีกครั้งว่าพ่อผมต้องออกจากประเทศไทยเพราะมีอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตย เพื่อความเสมอภาค และเพื่อรัฐสวัสดิการ ปัจจุบันก็ยังมีพวกนายพลล้าหลังและพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัด ที่ชอบไล่คนคล้ายๆ ดร.ป๋วยในยุคนี้ ให้ “ไปอยู่ที่อื่น” คำถามคือเราต้องทนรอนานแค่ไหนให้เมืองไทยพัฒนาจากยุคมืด

วันนี้เรามีทางเลือก คุณจะเลือกอยู่ข้างทหารเผด็จการมือเปื้อนเลือด อยู่ข้างสองมาตรฐานทางกฏหมาย อยู่ข้าง ASTV และ “ดาวสยาม” และอยู่ข้างนักการเมืองอย่างเฉลิม อยู่บำรุง และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หรือ...คุณจะอยู่ข้าง ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปรีดี พนมยงค์ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 และคณะนิติราษฎร์

ที่มา thaienews

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องปล่อยตัวดา ตอร์ปิโด อีกคำรบ


เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 16 มีนาคม ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องปล่อยตัวชั่วคราว น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือดา ตอร์ปิโด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี ที่ญาติของ น.ส.ดารณี ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์จำนวน 1,440,000 บาท เพื่อขอให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์



โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 15 ปี จำเลยเคยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้งแต่ศาลไม่อนุญาต จำเลยมายื่นคำร้องในครั้งนี้อีก ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นได้พิจารณามาแล้วรับว่าร้ายแรง หากให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์จำเลยอาจหลบหนีได้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง แจ้งเหตุผลการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้จำเลยทราบโดยเร็ว

ที่มา matichon