News online

กลับไปยังหน้าหลักเพื่อสนทนา C-Box ดู TV และฟังวิทยุ ได้ที่

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

ภรรยาของเหยื่อสไนเปอร์ที่บ่อนไก่ ขอความช่วยเหลือด่วน!!



เนื่องจากวันก่อนได้คุยกับพี่อ้อ (ภรรยาพี่คิม ฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง- ถูกยิงที่บ่อนไก่เป็นอัมพาต ขณะนี้รักษาตัวอยู่ห้อง ICU รพ.มเหสักข์)

หลังจากที่คิมต้องเข้ารักษาตัวที่รพ. พี่อ้อจึงมีความประสงค์อยากจะหางานทำเพื่อมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวและค่ารักษาพยาบาล (ปกติ ในขณะพี่คิมอยู่บ้าน พี่อ้อจะดูแลพี่คิมอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชม.ออกไปทำงานไม่ได้)

เราอยากมาชวนพี่ๆ เพื่อนๆ ใครสะดวก มีงาน หรือรู้จักงานที่พี่อ้อพอทำได้ รบกวนมาแนะนำหน่อยค่ะ พี่อ้อ มีความสามารถในด้านการเย็บจักร และทำขนมได้บางอย่าง มีนิสัยสู้งาน ฉลาด ประหยัดอดออม ถ่อมตัว พูดน้อย และขี้เกรงใจ

เราอยากได้งานที่มีรายละเอียดนิดหน่อย ตามนี้

1. อยู่ไม่ไกลจากบริเวณบ่อนไก่ (บ้าน) และบางรัก (รพ.) มากนัก
2. เลิกงานตรงเวลาเพื่อที่พี่อ้อจะสามารถกลับมาดูสามีได้ด้วย

ท่านผู้ใดมีช่องทางช่วยเหลือพี่อ้อ ติดต่อโดยตรงได้ที่ "แด่เพื่อน ผู้เดือดร้อน" หรือ โทร. 089-796-1834 ค่ะ ฝากประชาสัมพันธ์ให้ด้วย ขอบพระคุณมากค่ะ


ที่มา fb แด่เพื่อน ผู้เดือดร้อน

*****************************

เพิ่มเติม เลขที่ บ/ช

แด่เพื่อน ผู้เดือดร้อน
เลขหน้าสมุดบัญชี

ชื่อบัญชี : นางวรานิษฐ์ อัศวสิริมั่นคง
เลขที่บัญชี : 980-1-94250-9
ธนาคาร : กรุงไทย
สาขา : คาร์ฟูร์ พระราม 4



ที่มา prachatalk

สมพาน พุทธจักร : เหยื่อกระสุน M16 ที่บ่อนไก่




เพิ่งวางสายโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่ง บ่ายแก่ๆวันนี้ผู้หญิงคนหนึ่งโทรศัพท์เข้ามา บอกว่าได้เบอร์โทรมาจากคนอัมพวา คำทักทายแรก”พี่ค่ะช่วยหนูด้วย” และก็เริ่มเล่าเรื่อง เขาชื่อสมพาน เรียกสั้นๆว่า “โสม” เคยร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงเข้าไปทำอาหารในเต๊นแดงบุรีรัมย์ หลังเลิกงาน เมื่อก่อนทำอาชีพแม่บ้านณี่ปุ่น สามีขับแท็กซี่

เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดเข้าไปราชประสงค์ไม่ได้ โสมก็เลยไปที่บ่อนไก่ วันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เวลา 18.40 น. โสมถูกยิงจากด้านหลังซ้ายมือกระสุนไม่ทะลุ ได้รับการผ่าตัดทันที ผ่าด้านหน้ายาว หมอบอกว่าเป็นกระสุน “ M16 “

เมื่อได้รับบาดเจ็บงานต้องได้ออกจากงานเพราะนอนให้สามีดูแลอยู่นาน ปัจจุบันยังต้องหาหมอเป็นระยะและไม่สามารถทำงานได้อย่างคนปกติ ดีหน่อยที่สามารถเดินได้และทำงานเล็กน้อยเช่นล้างจานได้บ้างและช่วงเหลือตัวเองได้บ้าง แต่ไม่สามารถทำอาหารหรืองานอื่นๆได้เลย การหาหมอต้องจ่ายเงินเองทุกครั้ง

ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา
1. ได้รับเงินจากนปช. (ศูนย์เยียวยา) 10,000 บาท
2. ได้รับเงินจากคุณจตุพร(ตู่) 15,000 บาท (ให้เพื่อเอาไปจ่ายค่าเอ็กซเรย์)
3. ได้รับจากรัฐบาล (สมัยอภิสิทธ์) 60,000 บาท
4. ได้รับเงินจากเอาใบรับรองแพทย์ไปที่ศูนย์เยียวยา (นปช.) 4 ครั้ง ครั้งละ 5,000 = 20,000 บาท

ช่วงหลังนำใบรับรองแพทย์ไปอีกทางศูนย์แจ้งว่าไม่มีเงินสำหรับการเยียวยาแล้ว

ชีวิตตอนนี้ลำบากมาก ลูกคนโตอายุ 18 ปีให้ออกจากโรงเรียนในขณะที่เรียนการโรงแรม คนกลาง 7 ขวบอยู่ป.1 คนเล็ก 6 ขวบ อยู่อนุบาล ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านมาเป็นปีแล้วเจ้าของบ้านเป็นเสื้อเหลืองยังสงสารให้อยู่ต่อ แต่ให้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ แต่สองเดือนหลังไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำไฟ มอเตอร์ไซร์ไม่ได้ส่งค่างวดมา 4 เดือนคาดว่าวันสองวันนี้ทางร้านจะมายึด สามีขับแท็กซี่เช่า

บางทีท้อแท้สิ้นหวัง ถูกเยาะเย้ยจากเพื่อนบ้านว่าพวกขายชาติบ้าง หรือสมน้ำหน้าที่โดนยิง

วันนี้ที่โทรมาคืออยากรู้ว่าที่เห็นเขาจัดคอนเสิร์ตกันจะเอาเงินมาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเขาจะได้หรือเปล่า และต้องทำยังงัย ไม่เห็นมีใครติดต่อมาเลย
ปัจจุปันพักอยู่ในกรุงเทพฯย่านสุขุมวิท 71

กำลังรอการช่วยเหลืออยู่จากแกนนำหรือรัฐบาล เขาหวังว่าการต่อสู้ของเขาจะไม่สูญเปล่า

จิตรา คชเดช
5 มกราคม 2555

***ส่วนตัวก็หวังว่าเสียงนี้จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ยินและช่วยกันดูแลเขา ยังมีอีกหลายช่องทางที่จะช่วยเหลือเขาในขณะที่พวกเราเป็นรัฐบาล


ที่มา fb Jittra Cotchadet

ข่าวเกี่ยวข้อง 


3 ม.ค.54  นางสมพาน พุทธจักร อายุ 39 ปี ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พ.ค.53 เดินทางไปรับเงินเยียวยาที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยได้รับเงินเป็นจำนวน 2,800 บาท ทั้งนี้ สมพารเป็นแม่ของลูกๆ 3 คน พยายามจะเข้าไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์ แต่โดนยิงเข้าที่กลางหลังบริเวณบ่อนไก่เสียก่อน หลังผ่าตัดต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนาน 14 วัน และต้องพักฟื้นที่บ้านนาน 4 เดือนจึงจะสามารถเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้

"ภรรยาผมทำงานไม่ได้เลยตั้งแต่ถูกยิงจนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า8 เดือนคุณชดเชยให้เราเท่านี้เองหรือ" สุวรรณ ทับทอง สามีของนางสมพานกล่าวและว่าทางกรมคุ้มครองสิทธิขอให้แพทย์เขียนใบรับรองแพทย์อีกครั้งโดยให้ประมาณการระยะเวลารักษาตัวแต่แพทย์ที่รพ.ราชวิถีปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถระบุได้

ทั้งนี้ ใบรับรองแพทย์เบื้องต้นของรพ.ราชวิถี ระบุว่า สมพานถูกระสุนปืนยิงเข้าที่หลังด้านซ้าย ได้รับบาดเจ็บ โดนลำไส้เล็ก, ตับอ่อน, ตับ, ไต ได้ทำการผ่าตัดรักษา รับไว้รักษาตัวที่รพ. ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.-31 พ.ค.53

สำหรับความเป็นมาของเหตุการณ์นั้น สมพารเล่าว่า เมื่อก่อนไม่เคยสนใจเรื่องการเมือง ไม่เคยไปร่วมชุมนุมจนมีครั้งหนึ่งพี่สาวมาจากต่างจังหวัดได้ชวนไปหาที่ผ่านฟ้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เข้าไปในที่ที่มีการชุมนุม แต่ไม่ได้คิดว่าจะไปอีก หลังจากนั้นพอกลับมาดูสื่อที่ออกข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงก็เห็นว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่เหมือนกับที่เราไปมา จึงกลับมาร่วมชุมนุมอีกครั้งเพราะรับไม่ได้กับข่าวสารที่บิดเบือนจึงอยากพิสูจน์ อีกทั้งตนยังเป็นคนที่ชื่นชอบคุณทักษิณ ชินวัตร ด้วย

“เหตุการณตอนที่โดนยิงจำได้ไม่เคยลืม วันนั้นได้ข่าวว่าจะมีทหารมาสลายการชุมนุม เป็นห่วงพี่น้องที่อยู่ที่ราชประสงค์ แต่เข้าไม่ได้จึงมาอยู่ที่บริเวณบ่อนไก่ ตอนมาถึงได้สักพักก็พลัดหลงกับสามีจึงเดินหา แล้วเดินเข้าไปอยู่ตรงใต้ทางด่วน ซึ่งบริเวณนั้นคนเยอะ แล้วก็มีคนตะโกนขึ้นมาบอกว่า "หมอบๆ ทหารยิง หลบเร็ว" พี่ยังไม่ทันหมอบก็โดนยิงเข้าที่หลังเสียก่อน รู้ว่าโดนยิงเพราะมันรู้สึกว่ามีอะไรทะลุเข้าหลังเรา ตอนนั้นลืมตาไม่ขึ้นแล้วแต่รู้สึกเจ็บปวด เรายังได้ยินทุกอย่างจำได้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีคนมาช่วยเรียกเราตลอดเวลาเพื่อให้เรารูู้สึกตัวไม่ให้หลับ กลัวเราตาย จนถึง รพ.” สมพานกล่าว

ส่วนสามีของนางสมพาน กล่าวว่า หลังจากพลัดหลงกับภรรยาได้พยายามตามหา และโทรเข้ามือถือหลายครั้ง จนมีคนเก็บโทรศัพท์ภรรยาได้ แต่เครื่องพังเขาจึงเอาซิมไปใส่เครื่องของเขาและเขาบอกให้ทราบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งถูกยิงเพิ่งมีคนนำส่ง รพ. ตนพยายามตามหาจนเจอที่ รพ.ราชวิถี

“ไปถึงรพ.หน้าห้องไอซี หมอก็ออกมาเจอแล้วบอกเราว่าให้ทำใจนะ ภรรยาคุณอาจไม่รอ ดเพราะกระสุนทำลายระบบภายในหมดแล้ว ผมได้แต่ภาวนาว่าขอให้บุญกุศลที่ทำมาทั้งชีวิตให้เขารอดตายด้วยเถิด แล้วคำภาวนาเป็นจริง”สามีสมพานกล่าว

สุวรรณกล่าวต่อว่า หลังออกจากห้องผ่าตัดพักฟื้นที่ รพ.ได้ 14 วันคุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านทั้งๆ ที่เพิ่งทานอาหารได้เป็นมื้อแรก ก่อนหน้านั้นทานแล้วอาเจียนออกมาตลอด คิดว่าเขายังไม่หายดีจึงขอร้องคุณหมอว่าให้อยู่รักษาตัวที่ รพ.ก่อนแต่หมอบอกว่าให้มารักษาที่บ้านได้แล้ว พอกลับมาบ้านก็ต้องดูแลทุกอย่างแทนภรรยา ทั้งงานบ้าน ลูกๆ รวมทั้งตัวของภรรยาด้วย ต้องทำความสะอาดแผล ดูแลเรื่องอาหารการกินเพราะสมพานยังทานอาหารทั่วไปไม่ได้ ตอนล้างแผลต้องโทรไปถามพยาบาลที่ รพ.ว่าทำอย่างไร มือหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกมือทำแผล ตอนนั้นสมพานยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ตนเองเลยไม่ได้ไปขับรถ ทำให้ไม่มีรายได้เข้าบ้าน และรถที่ผ่อนไว้เกือบหมดก็โดนยึด จนผ่านไปเกือบ 4 เดือน ภรรยาจึงเริ่มพยุงตัวเองได้ ตนจึงกลับมาขับรถ ค่าเทอมลูกๆ ก็ไม่ได้จ่าย ทาง รร.ทวงมาก็ไปขอติดเขาไว้ก่อนเพราะยังไม่มีเงินจ่ายส่วนที่ค้างไว้

“เวลาหมอนัดตรวจอาการภรรยา บางครั้งไม่มีเงินค่ารถไปก็ไม่ได้พาไปรักษา ครั้งล่าสุดหมอนัดเอ็กซเรย์ก็ขอเลื่อนหมอไปอีก 6 เดือนเพื่อหาเงินมาตรวจ หมอก็เข้าใจ” สามีสมพานกล่าว

เมื่อถามถึงอาการในปัจจุบัน สมพานกล่าวว่า ตอนนี้ทานอาหารได้มากขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่หมอยังบอกว่าน่าเป็นห่วงเพราะร่างกายอวัยวะภายในเราถูกทำลายไปมาก หมอยังบอกว่าไม่รู้ว่ารอดมาได้อย่างไรแต่ที่ห่วงมากที่สุดตอนนี้คือลูกๆ เพราะความเป็นอยู่มันบีบคั้นมาก ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้

“แม้เราจะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาแล้วไม่เคยลืมเลยว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร เราเป็นแค่ประชาชนมือเปล่าไม่มีอะไรจะสู้ คนตั้งเยอะทำไมยิงโดนเรา ผลกระทบของการทำลายชีวิตคนๆ หนึ่งมันมีมากมหาศาล ยิ่งเราไม่ได้ตายเรายิ่งทรมาน ตอนนี้รู้สึกว่าสังคมนี้มันไม่มีความยุติธรรมเลย แต่แม้เราจะลำบากแต่อุดมการณ์ยังเหมือนเดิม เรายังคงต้องการแค่ประชาธิปไตยเท่านั้น” สมพานกล่าว

ที่มา prachatai.com

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

เหยื่อสไนเปอร์ และเหยื่อแก๊สน้ำตาที่ทรมานกว่าตาย


ลุงฐานุทัศน์ เหยื่อกระสุนสไนเปอร์ที่บ่อนไก่ ถูกยิงตัดกระดูกไขสันหลังทะลุปอด และที่บ่าใกล้หัวไหล่


วันนี้ผม(Nithiwat Wannasiri) พี่Kaekai Ing และ August Songkiatthana แวะเข้าไปเยี่ยมให้กำลังใจลุงฐานุทัศน์
พี่อ้อ ภรรยาของลุงบอกว่าตอนนี้ทานอะไรไม่ได้แล้ว ต้องให้อาหารเหลว และหายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา หลังจากที่เพิ่งอาการทรุดเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ในตอนแรกเป็นอัมพาตแค่ครึ่งล่าง ตอนนี้เป็นอัมพาตทั้งตัว แต่ยังสามารถพูดคุยสื่อสารกับพวกเราได้อยู่บ้าง


ปล.ขอขอบคุณออกัสที่เก็บภาพมาให้เราจนได้ในรอบเยี่ยมรอบที่สองหลังจากผมพลาดโอกาสในรอบแรก และขอขอบคุณพี่วีร์(Suckasem Nathavee) ที่โอนเงินผ่านออกัสมาช่วยสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวลุงฐานุทัศน์ 1,000 บาทเมื่อเช้านี้ครับครับ

ที่มา fb Nithiwat Wannasiri

                       00000000000000000000000

                    เหยื่อแก๊สน้ำตา

Jittra Cotchadet

วันนี้ หิวข้าวมากๆไปทางไหนเจอแต่รถติด ร้านอาหารที่อยากกินก็อาหารหมด เลยมุ่งหน้าตลาดน้ำอัมพวา กะว่าเจอร้านไหนก็กินได้หมด เจอแล้ว “ร้านอาหารตามสั่งอัมพวา” อยู่ติดกับโรงพักตำรวจอัมพวา ด้านหน้าเป็นทางเดินจากตลาดน้ำมาทางท่าน้ำ รีบสั่งอาหารง่ายๆกระเพราหมูสับราดข้าว และถามป้าคนขายว่าเอาอาหารที่อื่นมาทานได้หรือเปล่า ป้าบอกได้ เลยออกไปซื้อส้มตำปูปลาร้าใส่ขนมจีนและกุ้งแม่น้ำเผามาห้าตัว 

เมื่อป้ามาเสิร์ฟอาหารกระซิบเบาๆ “คุณจิตรา คชเดช”หรือเปล่าค่ะ เมื่อเราพยักหน้า คุณป้าสมจิตร และคุณป้าจิตตราก็แนะนำตัวว่าเป็นเสื้อแดงอัมพวา และเล่าให้ฟังว่า

ได้เข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่สมัยสนามหลวง และอยู่ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 รวมทั้งสามีของคุณป้าจิตตราด้วย ซึ่งตอนนี้คุณลุงได้ป่วยหนักอยู่โรงพยาบาลนภาลัย อ.บางคนฑรี จ.สมุทรสงคราม 

ป้าสมจิตรได้เล่าว่าวันที่ 10 เมษายน 2553 ได้เป็นคนโทรตามคุณลุงซึ่งเป็นน้องเขยให้รีบมาที่ผ่านฟ้าเพราะเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี เมื่อมาถึงแก๊สน้ำตาจากฮอริคอปเตอร์ที่ปล่อยมาเป็นสาย ได้ทำให้คุณลุงซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วอาการหนัก เช้าวันรุ่งขึ้นต้องเอาส่งโรงพยาบาล และอาการทรุดลงมาตามลำดับ 

คุณป้าสมจิตร ได้เล่าต่อว่าหลังจากได้ได้ไปแจ้งให้ทาง นปช.ทราบได้รับการเยียวยามาเป็นเงิน 10000 บาท และไม่ได้รับการดูแลหรือไปเยี่ยมให้กำลังใจอ้างว่ามีคนป่วยมาอาจจะดูแลไม่ทั่วถึง

คุณป้าได้ทำเรื่องให้รัฐบาล(สมัยอภิสิทธิ์)เข้ามารับผิดชอบต่อกรณีนี้ทางรัฐบาลได้เยียวยา 365 วันได้เงินมาประมาณ 100000 กว่าบาท 

ปัจจุปันคุณลุงอายุ 64 ปี อยู่ห้องไอซียู โรงพยาบาลนภาลัย ไม่รู้สึกตัว คุณป้าบอกว่าเป็นช่วงเวลานับถอยหลังของคุณลุง 20 เดือนที่ดูแลกันเอง

สิ่งที่คุณป้าทั้งสองต้องการ
1. การได้รับการดูแลจาก นปช.หรือการไปเยี่ยมให้กำลังจากแกนนำบ้าง
2. การได้รับการดูแลจากรัฐบาลและหาคนกระทำผิดมาลงโทษ

เพื่อเป็นการให้กำลังใจไปตลาดน้ำอัมพวา แวะไปให้กำลังใจ ซื้อของฝากเพื่อให้คุณป้าทั้งสองมีรายได้ซื้อกระดาษชำระ แพมเพิส ให้กับคุณลุง และเพื่อให้รับรู้ว่ายังมีคนเสื้อแดงในอัมพวา และจะเป็นจุดศูนย์กลางที่พวกเราจะได้ไปพบเจอกันในสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม

ด้วยหัวใจอันแน่วแน่ของคุณป้าทั้งสองยังยืนหยัดว่าจะไม่ท้อถอยเพราะรู้ว่าสู้อยู่กับใคร?!??

2 มกราคม 2555
จิตรา คชเดช
***เสียดายที่ไม่ได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเพราะต้องรีบกลับกรุงเทพฯแต่จะหาเวลาไปใหม่เร็วๆนี้

ที่มา fb Jittra Cotchadet

                        00000000000000000000

อานนท์ นำภา

ทราบข่าวจากคุณเต้นว่าขณะนี้กำลังเยี่ยมพี่น้องเราที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลนภาลัย

พี่ประชาตอนนี้ได้เพียงลืมตาแต่ไม่อยู่ในสถานะที่จะรับรู้อะไรได้แล้ว
อย่างไรก็ตามพี่เขาคงรับรู้ถึงความห่วงใยที่คุณเต้นเดินทางไปเยี่ยม และคงภูมิใจที่ได้เป็นคนเสื้อแดง

ยังมีพี่น้องเราอีกมากที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งอาจจะเพราะการแจ้งข้อมูล และการตามเก็บข้อมูลที่ยังไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังเขื่อว่า "คนเสื้อแดงไม่ทั้งกัน" อย่างแน่นอน

ขอคุณพี่หนิง Jittra Cotchadet และพี่บัส Bus Tewarit สำหรับการลงพื้นที่การนำข่าวคราวมาบอกเล่า ทราบจากคุณเต้นว่าจะเดินทางไปเยี่ยมเคสลุงฐานุทัศน์ต่อ
เฮ้อ.... จบข่าว !

ที่มา fb อานนท์ นำภา

ดา ตอร์ปิโด : ช่องทางสู่การรับรู้..สภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง


โดย ประเวศ ประภานุกูล


ทีแรกว่าจะไปเยี่ยมดา ตอร์ปิโด วันที่ 30 ธันวาคม 2554    วันสุดท้ายของการทำงานปี 2554   โดยถือโอกาสไปสวัสดีปีใหม่กับดา ด้วย   แต่โทรศัพท์จาก อ.หวาน ทำให้ผมต้องไปก่อน   ไม่ใช่สิ   ไปเยี่ยมดาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19 ธันวาคม 2554

ก่อนอื่นขอชี้แจงเรื่องเงินที่มีคนฝากให้ดา   พอผมโพสต์ว่าจะไปเยี่ยมดา   ก็มีคนฝากเงินให้ดาผ่านมาทางผมให้ดา 3 คน   รวมทั้งหมด 5,000 บาท   ในวันที่ 19 ธันวาคม 2554 ที่ผมไปเยี่ยมดา   ผมได้ฝากเงินเข้าบัญชีให้ตามที่ดา บอก 1,000 บาท   ส่วนอีก 1,000 บาท ดาบอกให้ซื้อของให้  เป็นเงิน 649 บาท  เหลือเงินส่วนนี้ 351 บาท   เงินส่วนที่เหลืออีก 3,000 บาท   ดาบอกให้โอนเข้าบัญชีพี่ชายเขา  เพื่อเขาจะได้มีค่ารถมาเยี่ยมดาได้   ผมได้โอนเข้าบัญชีพี่ชายดา..นายกิตติชัย  ชาญเชิงศิลปกุล จำนวน 2,975 บาท ผ่านทาง ATM ที่โอนเพียง 2,975 บาท   เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร(และต่างจังหวัด)อีก 25 บาท

เงินส่วนที่เหลือ 351   ในวันที่ไปเยี่ยมดา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554   ดาบอกให้ซื้อของให้อีก   เป็นจำนวนเงิน 336 บาท   สรุปแล้วยังเหลือเงินของดาอยู่ที่ผม 15 บาท

สำหรับเพื่อนๆ   ที่ต้องการช่วยเหลือทางการเงินแก่ ดา ตอร์ปิโด   ขอให้โอนเงินเข้าบัญชีพี่ชายของดาโดยตรง   โดยไม่ต้องผ่านผมอีก  ชื่อบัญชี นายกิตติชัย  ชาญเชิงศิลปกุล บัญชีออมทรัพย์   เลขที่บัญชีดังนี้ครับ
1. ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาพูนผล  2971258055
2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาภูเก็ต  2644402980
3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาภูเก็ต  5374061160

และก็ตามเคยอย่างเช่นทุกครั้ง   หรือเกือบทุกครั้ง  ที่ไปเยี่ยมดา   ผมจะต้องได้รับรู้สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิง   แต่คราวนี้ไม่ใช่ชีวิตในช่วงปกติ    หากแต่เป็นช่วงน้ำท่วมเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา

ดังที่ทราบกันดีจากที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้   ดาถูกย้ายไปเรือนจำคลองไผ่    แต่ในความเป็นจริง   ทัณฑสถานหญิงกลาง   ไม่ได้ย้ายผู้ต้องขังไปทั้งหมด   แต่ยังมีผู้ต้องขังหญิงเหลืออยู่อีกพันกว่าคน    ซึ่งคนที่อยู่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก..ภายใต้การปกครองของ นางอังคนึง  เล็บนาค ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง    และนั่นเป็นสาเหตุแท้จริงที่ย้ายดาไปอยู่ที่อื่น   เพื่อไม่ให้ดาโวยวาย..ร้องเรียน

ขอพูดถึงคนที่ถูกย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อนตามระบบของเรือนจำ   อย่างที่ทุกคนที่เคยไปเยี่ยมดา ทราบดีอยู่แล้ว    การฝากเงินให้ดา  หรือผู้ต้องขังอื่นทุกคน   จะต้องฝากเงินเข้าบัญชีของผู้ต้องขังคนนั้นๆ    พูดอีกอย่างก็คือ   จ่ายเงินให้เรือนจำนั่นแหละ   แล้วเรือนจำถึงให้ผู้ต้องขังเบิกใช้ทีหลัง   ปัญหาของการย้ายที่คุมขังอยู่ตรงนี้   เมื่อใช้ระบบฝากเงิน  จึงต้องมีบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขัง    แต่ในการย้ายผู้ต้องขังไปขังยังที่อื่น

ทัณฑสถานหญิงกลาง..โดยนางอังคนึง  เล็บนาค    ไม่ได้ส่งบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขังไปด้วย    ส่งผลให้ผู้ต้องขังที่เรือนจำคลองไผ่ทุกคน...ไม่มีสิทธิเบิกเงินที่ญาติฝากให้มาใช้ได้เลย    จนบรรดาญาติๆของผู้ต้องขังต้องส่งข่าวบอกๆต่อๆกันไปให้ส่ง ธนาณัติ ไปให้ผู้ต้องขัง   ส่งผลให้มีการส่ง ธนาณัติ ไปให้ผู้ต้องขังจากทัณฑสถานหญิงกลาง   ที่ขังอยู่ที่เรือนจำคลองไผ่ในตอนนั้น   เป็นจำนวนถึง กว่า 800,000 บาท  ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว    และ ผอ.เรือนจำคลองไผ่   ก็ได้เปิดบัญชีให้ผู้ต้องขังเหล่านั้น   ซึ่งหลังจากย้ายกลับมาทัณฑสถานหญิงกลาง    ทางเรือนจำคลองไผ่ ก็ได้โอนเงินส่วนที่เหลือคืนมาเข้าบัญชีของผู้ต้องขังที่ ทัณฑสถานหญิงกลาง

การย้ายผู้ต้องขังไปขังยังที่อื่น   ไม่ได้ไปเพียงเรือนจำคลองไผ่เท่านั้น   แต่ได้ส่งไปขังที่เรือนจำราชบุรี   และชลบุรี  ด้วย   แต่ทั้ง 2 ที่นั้น   ผอ.เรือนจำ   ได้จึ้..จิก   มาที่นางอังคนึง  เล็บนาค  ให้ส่งบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขังไปด้วย   เพื่อให้ผู้ต้องขังเบิกใช้จ่ายระหว่างที่ถูกขังที่นั่นได้   ทำให้นางอังคนึง  เล็บนาค จำต้องส่งบัญชีไป(เข้าใจว่า..ต้องโอนเงินไปด้วย   และที่ไม่ยอมส่งบัญชีไปก็ไม่รู้ว่าทำไมไม่ยอมส่ง   หรือจะเก็บไว้กินดอกเบี้ย)

หลังจากย้ายกลับมาแล้ว   นางอังคนึง  เล็บนาค   ยังออกกฎ ไม่ให้ผู้ต้องขังเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากของตนมาใช้อีก 1 สัปดาห์   อ้างว่าต้องเคลียร์บัญชีจากการส่งบัญชีไปเรือนจำอื่น    และดา  กับผู้ต้องขังที่ถุกย้ายไปเรือนจำคลองไผ่  ก็พลอยเบิกเงินไม่ได้ด้วย..ทั้งที่ไม่ได้ส่งบัญชีไปเรือนจำคลองไผ่

ในส่วนของคนที่ถูกขังอยู่ที่เดิม...ทัณฑสถานหญิงกลาง   ชีวิตความเป็นอยู่รันทดลำเข็ญสุดๆ   อย่างที่ทราบกันแล้วว่า   น้ำท่วมคราวนี้หนักหนาสาหัส   แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกปิดข่าว  คือ   ทัณฑสถานหญิงกลาง   ถูกน้ำท่วมด้วย   และท่วมสูงในระดับไม่น้อยกว่า 1 เมตร   ผลคือ   ผู้ต้องขังหญิงต้องยืนอาบน้ำในน้ำท่วมที่สูงถึง..ก้น   และได้อาบน้ำแค่ 3 ขัน..ขอย้ำอีกที...ยืนอาบน้ำในน้ำท่วมสูงถึงก้น   และอาบน้ำเพียง 3 ขัน

ไม่เพียงแค่นั้น   ด้านอาหาร   แต่ละมื้อได้ทานข้าวเพียง 1 ถ้วยเล็กๆ..ขนาด ถ้วยข้าวไหว้ผี   กับข้าวมีเพียงหัวไช้เท้าต้ม    หนักกว่านั้น..บางวันมีเพียง..น้ำข้าว

ชีวิตผู้ต้องขังหญิง ณ ใจกลางประเทศ   แต่มีสภาพชีวิต ไม่ต่างจากสัตว์    น่าอนาถที่ประเทศนี้ยังกล้าประกาศตัวว่าเป็น..เมืองพุทธ
เมืองแห่งศาสนาที่ได้รับยกย่องทั่วโลกว่าเป็น..ศาสนาแห่งสันติภาพ

กับเรื่องเศร้านี้   ขอจบด้วย จดหมาย ที่มีคนฝากไปให้กำลังใจดา (ขอสงวนชื่อเจ้าของจดหมาย)  เป็นจดหมายจากคนที่ได้ร่วมฝากเงินให้ผมไปส่งต่ดให้ดาด้วย

"เป็นกำลังใจให้ครับ   พี่ดาสู้และยืนหยัดต่อไปนะครับ  สักวันคงมีโอกาสได้พบกัน"

"แม้จะไม่เคยเจอพี่ดาเลย   แม้ว่าความคิดเราไม่ได้ตรงกันทั้งหมด   แต่ความกล้าหาญของพี่ดาที่จะยืนหยัดในสิ่งที่พี่ดาเชื่อ   ได้ทำให้มโนในสำนึกของผมตื่นขึ้น   ตื่นขึ้นให้เอาธุระกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้   พี่ดาอาจไม่ใช่คนแรกที่โดนคดีนี้   แต่เป็นคนแรกๆที่บอกให้เรารู้ว่า  สังคมไทยเรามีปัญหาเรื่องนี้จริงๆ
แน่นอนว่า  ผมหวังว่าพี่ดาจะพ้นออกจากที่จองจำในเร็ววัน
แน่นอน  เราหวังว่า  บ้านเราจะเดินทางไปสู่สังคมที่เท่าเทียมที่มีเสรีภาพ  มีความเสมอภาคกัน   แต่ในเวลาเฉพาะหน้านี้  แสงสว่างปลายอุโมงค์นั้นริบหรี่เหลือเกินสำหรับสังคมไทย   ซึ่งผมก็เชื่อว่าพี่เองก็พอสัมผัสได้   แต่ยุคนี้แหละครับ  ที่จะทำให้เห็นความมืดมิดที่สุด   ภูตผีปีศาจและอวิชชา  จะได้ออกอาละวาดตามอำนาจของมันเต็มที่   และยุคนี้เช่นกันที่นักวิชาการอย่างนิติราษฎร์เริ่มจุดไฟในสายลมแล้ว
ยุคนี้คนตัวเล็กตัวน้อยเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่เคยถามกันมาก่อน

พี่ดาเป็นคนเดินนำไปก่อนบนเส้นทางประวัติศาสตร์สายนี้หวังว่าจะได้คุยกับพี่ดานอกขื่อคาพันธนาการนะครับ

รักษาสุขภาพ

แด่ความเสมอภาค  เสรีภาพ  ภราดรภาพ

อ้อ..สุดท้าย(จริงๆ)   ดา เปลี่ยนใจแล้วนะครับ   ตัดสินใจอุทธรณ์   และจะสู้คดีจนถึงที่สุดครับ


ประเวศ  ประภานุกูล

ที่มา fb ประเวศ  ประภานุกูล

คดี 112 : กรณีสุริยันต์ กกเปือย (คนซ่อมรองเท้า)




เขาคือคนซ่อมรองเท้า และเป็นจำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ !
พี่หมี สุริยันต์ กกเปือย

จำเลยสารภาพว่า เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๕๓ จำเลยได้โทรศัพท์ไปที่หมายเลบ ๑๙๑ โดยกล่าวหาสมเด็จพระนางเจ้าฯเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองปี ๕๓ ซึ่งเกิิดจากการได้รับข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนและไม่เป็นความจริงรวมทั้งได้กล่าวถ้อยคำมาดร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๖ ปี ๓๐ วัน จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก ๓ ปี ๑๕ วัน

จำเลยได้ถวายฎีกาขอรับพระราชทานอภัยโทษไปเมื่อเดือนสิงหาคม บัดนี้เรื่องยังเงียบหาย
ปัจจุบันพี่หมีถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ที่ผมเขียนไว้ก็เพื่อเป็นที่น่าขบคิดว่า การกล่าวถ้อยคำเพียงนั้น(โดยจำเลยไม่สามารถทำได้ตามที่มาดร้ายอยู่แล้ว) สมควรได้รับโทษเพียงนั้นเชียวหรือ และสมมุติ(เน้นว่าสมมุติ) หากเป็นไปตามร่างการแก้ไขของนิติราษฎร์ กระบวนการพิสูจน์จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน หากสังคมยังคงปกคลุมด้วยความกลัวอยู่เช่นนี้...

ที่มา fb อานนท์ นำภา

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

"ก้านธูป" นักศึกษามธ. โดนหมายเรียกข้อหาหมิ่นฯ

การใช้มาตรา 112 พร่ำเพรือ ยังแรงไม่เลิก ล่าสุด ก้านธูป นักศึกษาธรรมศาสตร์ ถูกหมายเรียกให้ไปรายงานตัวในวันที่ 11 ม.ค.นี้

3 ธันวาคม 2555
ที่มา มติชน



กราฟฟิกข้อความแจ้งข้อมูลเรื่องคดี "ก้านธูป"

โดยนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แจ้งข้อมูลว่า "ก้านธูป" นักศึกษาในคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน ออกหมายเรียกตัวในคดีการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อช่วงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเดือนเมษายน 2553 ขณะที่ผู้โพสต์กำลังศึกษาในระดับมัธยม ซึ่งเคยส่งผลให้ "ก้านธูป" สูญเสียโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและ เกษตรศาสตร์มาแล้ว

ต่อมาได้มีผู้นำกรณีการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กดังกล่าวไปแจ้งความ "ก้านธูป" ได้รับหมายเรียกในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม - ต้นพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นัดวันให้มารายงานตัวตอนต้นเดือนพฤศจิกายน แต่เนื่องจากขณะนั้น เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมและนักศึกษาเดินทางกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด จึงมีการขอเลื่อนนัดการรายงานตัวไปในช่วงน้ำลดและเปิดเทอม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้เลื่อนการรายงานตัวมาเป็นวันพุธที่ 11 มกราคม 2555 เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในระยะเวลาที่บริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลเพื่อไทย มีการตั้งข้อหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มอีก 2-3 กรณี และผู้ถูกกล่าวหาในทุกกรณีล้วนเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาหรือในรั้ว มหาวิทยาลัยทั้งสิ้น โดยผู้ต้องหาคดี 112 อีกรายหนึ่ง ซึ่งถูกตั้งข้อหาและได้รับหมายเรียกตัวเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2554 ก็คือ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หัวหิน

                                     0 0 0 0 0



มติชน 3 มกราคม 2555 รายงานเพิ่มเติมว่า "ปริญญา" ระบุยังไม่ทราบเรื่องคดี "ก้านธูป" ย้ำคนไม่เห็นด้วยไม่มีสิทธิ "ล่าแม่มด" นศ.

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการฝ่ายกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ "มติชนออนไลน์" กรณี "ก้านธูป" นักศึกษาปี 1 ในคณะแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกหมายเรียกไปรายงานตัวที่ สถานตำรวจนครบาลบางเขน ในวันที่ 11 มกราคม 2555 ในข้อหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ปกติแล้วหากนักศึกษามหาวิทยาลัยถูกดำเนินคดีอาญา จะต้องมีเอกสารจากเจ้าหน้าที่แจ้งมายังมหาวิทยาลัยเพื่อทราบ แต่ขณะนี้ ตนยังไม่ได้รับเอกสารเพื่อทราบว่านักศึกษาคนดังกล่าวถูกดำเนินคดีนี้ จึงยังไม่ทราบว่ามีการตั้งข้อหาหรือยังและในประเด็นอะไร อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าหากนักศึกษาถูกดำเนินคดีจริง ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาให้มีความผิด

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า อีกประเด็นคือ "กระบวนการล่าแม่มด" ซึ่งไม่ใช่เรื่องของกระบวนการยุติธรรมและเห็นว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะไม่ว่านักศึกษาคนดังกล่าวจะเคยพูดหรือทำอะไรที่สร้างความไม่พอใจ สร้างความไม่เห็นด้วยให้แก่ใคร คนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่มีสิทธิที่จะไปละเมิดหรือคุกคามสวัสดิภาพความปลอดภัย ของผู้อื่น เพราะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ถึงขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการคุกคามความปลอดภัยของนักศึกษาคนดังกล่าว หากเกิดการคุกคามนักศึกษา ทางมหาวิทยาลัย ก็ไม่นิ่งนอนใจและต้องป้องกันดูแลความปลอดภัยอย่างแน่นอน

นายปริญญาบอกด้วยว่า สำหรับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการนำเสนอเรื่องนี้ ก็อยากให้ทุกฝ่ายนำเสนออย่างไม่มีอคติ โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งไม่ควรจะมีฝ่ายอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ว่าไปตามเนื้อผ้า ตามกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับคดีที่มีคนขับรถซีวิคกับรถตู้ที่เกิดอุบัติเหตุผู้เสียชีวิต 9 ศพ ก็ต้องเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใช้ศาลเตี้ย และสังคมไม่มีสิทธิไปล่าแม่มดใคร

                                          0 0 0 0 0





ที่มา เฟสบุค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ดร. สมศักดิ์​ เจียมฯ โพสต์ภาพเพิ่มเติม และเขียนว่า

"ใครเป็น friend ดร.ปริญญา เอารูปนี้ไปโพสต์ให้ดูหน่อยสิ ผมตัดมาจาก "หมายเรียก" ลบชื่อ จนท. ตำรวจผู้่ดูแลคดี และชื่อปัจจุบัน ของ "ก้านธูป" ออก คงเห็นตัวข้อหากันชัด - "ดูหมิ่น หมิ่นประมาท ..." คือ 112 นันแหละ"

ปล. คุณ อานนท์ นำภา เคยอธิบายให้ผมฟังว่า คดีหมิ่นฯ จนท. ที่ดูแล จะเป็นคนลงชื่อในช่อง "ผู้กล่าวหา" เอง ไม่ได้หมายความว่า จนท.คนนี้ เป็นคนฟ้องนะครับ เขาปกปิดชื่อคนที่เอาเรื่องมาฟ้อง เราไม่รู้ว่าคือใคร

                                      0 0 0 0 0

ทั้งนี้ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ โพสต์ในเฟสบุค Charnvit Ks วันนี้ว่า

สถาบันกษัตริย์ แบบ "ไทยๆ" ท้องถิ่น หรือ แบบ "อังกฤษๆ" สากล

(ก)
ประวัติศาสตร์ ของนานาอารยประเทศ ในสากลโลก สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่รักษา สถาบันกษัตริย์ไว้ได้ เช่น อังกฤษ และยุโรปตะวันตก (หรือแม้แต่ญี่ปุ่น กับมาเลเซีย) นั้น ก็เพราะได้ทำการปฏิรูป ไม่ให้สถาบันกษัตริย์เป็นฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นศัตรูกับสถาบันประชาธิปไตย

(ข)
การที่จะปฏิรูปเช่นนั้นได้ ต้องใช้ความคิด สติปัญญา และวัตรปฏิบัติ ที่ ศิวิไลย์ เป็นสมัยใหม่

(ค)
ถ้ายังขืนรักษาความเป็น "ไทยๆ แบบตะวันออก" และขัดขืน ไม่ปฏิรูปให้ประสาน เข้ากันได้กับระบอบประชาธิปไตย ทำการต่อต้านเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ (ใช้ กม หมิ่น ม 112 พร่ำเพรื่อ)
สถาบันกษัตริย์ของไทย ก็จะเผชิญปัญหาที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง

(ง)
ดังที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้สรุปไว้ว่า
การแสดงความจงรักภักดี ที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นอีกอำนาจหนึ่ง ที่เป็นอิสระจากอธิปไตยของปวงชน จึงกลับบ่อนทำลายความมั่นคง ของสถาบันเสียเอง"


ที่มา thaienews

"33 คดีหมิ่นฯ ในมือ DSI" ใครถูกหวย เชิญชม!



หมายเหตุ - กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) รวบรวมคดีพิเศษจำแนกตามลักษณะความผิด โดยมีคดีเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง ดังนี้

1.คดีพิเศษที่ 101/53 กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

2.คดีพิเศษที่ 397/53 กล่าวหา นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ ใช้นามแฝง "สิน แซ่จิ้ว" แปลหนังสือต้องห้ามจำหน่ายในราชอาณาจักร และจัดทำ เว็บไซต์ตลอดจนเคลื่อนไหวและเผยแพร่ข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ยื่นฟ้องต่อศาลเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 3328/54

3.คดีพิเศษที่ 398/53 กล่าวหา นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน จัดรายการ "ทางออกประเทศไทย" ทางวิทยุชุมชนคนรู้ใจ FM 87.75 MHz และเครือข่าย เนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ส่งสำนวนให้อัยการแล้ว

4.คดีพิเศษที่ 399/53 กล่าวหา นายใจ อึ๊งภากรณ์ เขียนบทความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ และเผยแพร่ในเว็บไซต์ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

5.คดีพิเศษที่ 400/53 กล่าวหา นายใจ อึ๊งภากรณ์ เขียนหนังสือเล่มหนึ่งมีข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

6.คดีพิเศษที่ 404/53 กล่าวหา นายใจ อึ๊งภากรณ์ บรรยายเกี่ยวกับกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน (SOAS) ประเทศอังกฤษ ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ และมีผู้นำมาเผยแพร่ใน เว็บไซต์ อยู่ระหว่างการสืบสวน

7.คดีพิเศษที่ 410/53 กล่าวหา นายจักรภพ เพ็ญแข ปาฐกถาที่สหรัฐอเมริกา เนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

8.คดีพิเศษที่ 496/53 กล่าวหา นายจักรภพ เพ็ญแข เขียนบทความใน น.ส.พ.ฉบับหนึ่ง เมื่อเดือนมิถุนายน 2552-2 กรกฎาคม 2552 เนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

9.คดีพิเศษที่ 501/53 กล่าวหาผู้ใช้นามว่า "จิตร พลจันทร์" เขียนบทความในนิตยสาร ฉบับหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 และมีนาคม 2553 เนื้อหายุยงปลุกปั่นทำให้เกิดความเกลียดชังสถาบันฯ ยื่นฟ้องต่อศาลเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2962/54

10.คดีพิเศษที่ 502/53 กล่าวหา นายวีระ มุสิกพงศ์ ปราศรัยบนเวที นปช.ท้องสนามหลวง เนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

11.คดีพิเศษที่12/54 กล่าวหา นางกัญญาภัค มณีจักร (ดีเจอ้อม) กับพวก กรณีที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมใช้อาวุธที่ประเทศกัมพูชาปลูกฝังความคิดให้เกลียดชังสถาบันฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

12.คดีพิเศษที่ 17/54 กล่าวหา นายใจ อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่แผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียง พร้อมด้วยไฟล์เอกสารเนื้อหาล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

13.คดีพิเศษที่ 19/54 กล่าวหา นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ปราศรัยที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลดอยสะเก็ด ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ส่งสำนวนให้อัยการแล้ว

14.คดีพิเศษที่ 41/54 กล่าวหา นายเอนก ชัยชนะ เผยแพร่คลิปภาพและเสียงเนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ผ่านเว็บไซต์ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

15.คดีพิเศษที่ 42/54 กล่าวหา นายเอนก ชัยชนะ โทรศัพท์แสดงความคิดเห็นกับสื่อต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา) เมื่อปี 2549 กรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะ มีข้อความพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

16.คดีพิเศษที่ 43/54 กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แจกคำแถลงการณ์ที่มีเนื้อหา หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ต่อสื่อต่างประเทศ ส่งอัยการสูงสุดแล้ว

17.คดีพิเศษที่ 44/54 กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วิดีโอลิงก์เข้ามาที่การชุมนุมของ นปช. ณ สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จ.เชียงใหม่ เนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ส่งอัยการสูงสุดแล้ว

18.คดีพิเศษที่ 45/54 กล่าวหา นายก่อแก้ว พิกุลทอง ปราศรัยในการชุมนุมของ นปช. ณ สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จ.เชียงใหม่ เนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ส่งพนักงานอัยการแล้ว

19.คดีพิเศษที่ 46/54 กล่าวหา นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน และ นายอำนวย แก้วชมภู (วู้ดไซต์ นิวยอร์ก) เผยแพร่ข้อความในเว็บไซต์ เนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

20.คดีพิเศษที่ 53/54 กล่าวหา นายจตุพร พรหมพันธุ์ กับพวก ปราศรัยบนเวที นปช. เนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างนัดมารับทราบข้อกล่าวหา

21.คดีพิเศษที่ 68/54 กล่าวหา นายสังคม คมสัน กรณีสถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 96.35 MHz ถ่ายทอดสดการปราศรัยของนายจตุพร หมิ่นประมาทฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

22.คดีพิเศษที่ 69/54 กล่าวหา นายภาณุฉัตร สัมภวะผล กรณีสถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 104.5 MHz ถ่ายทอดสดเสียงการปราศรัยของนายจตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

23.คดีพิเศษที่ 70/54 กล่าวหา นายสมศักดิ์ ล้อเพชรรุ่งเรือง กรณีสถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 89.85 MHz นำเทปเสียงคำปราศรัยของนายจตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ มาเผยแพร่ซ้ำ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

24.คดีพิเศษที่71/54 สถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 105.75 MHz ถ่ายทอดสดการปราศรัยนายจตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ (ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด)

25.คดีพิเศษที่ 72/54 สถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 95.75 MHz ถ่ายทอดสดการปราศรัยของนายจตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ (ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด)

26.คดีพิเศษที่ 73/54 สถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 95.25 MHz ถ่ายทอดสดเสียงการปราศรัยของนายจตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ(ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด)

27.คดีพิเศษที่ 74/54 สถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 102.75 MHz ถ่ายทอดสดเสียงการปราศรัยของนายจตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ (ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด)

28.คดีพิเศษที่ 75/54 สถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 94.25 MHz ถ่ายทอดสดเสียงการปราศรัยของนาย จตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ (ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด)

29.คดีพิเศษที่ 76/54 กล่าวหา นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ปราศรัยที่วัดศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.อุดรธานี ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

30.คดีพิเศษที่ 90/54 กล่าวหา นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ปราศรัยที่วัดสามัคคีธรรม แขวง/เขตวังทองหลาง กทม. ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

31.คดีพิเศษที่ 91/54 กล่าวหา นายสรคมน์ คงบุญวาส กรณีสถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 104.75 MHz ถ่ายทอดสดการปราศรัยของนายจตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

32.คดีพิเศษที่ 92/54 กล่าวหา นายบุญเลิศ เลิศวัฒนากร กรณีสถานีวิทยุมวลชนฯ ความถี่ 97.25 MHz ถ่ายทอดสดการปราศรัยของนายจตุพร ที่หมิ่นประมาทฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน และ

33.คดีพิเศษ ที่ 118/53 กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์นิตยสาร ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

จาก go6