News online

กลับไปยังหน้าหลักเพื่อสนทนา C-Box ดู TV และฟังวิทยุ ได้ที่

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อดีตนักโทษการเมือง ร่วมแดน "อากง" ร่อนจดหมายเปิดผนึก "พาราเซตามอล" ยาวิเศษของคนคุก อัดมาตรฐานการรักษาพยาบาลในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ครบรอบ 1 เดือน การสูญเสีย "อากง" จากมาตรา 112
อดีตนักโทษการเมือง ร่วมแดน"อากง" ร่อนจดหมายเปิดผนึก

"พาราเซตามอล" ยาวิเศษของคนคุก อัดมาตรฐานการรักษาพยาบาลในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ทีมงานขอสวงนชื่อและนามสกุล

กระผม อดีตนักโทษชายเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เป็นผู้หนึ่งซึ่งได้ร่วมชะตากรรมกับอากง ในเวลาที่ผมใช้ชีวิตในนั้น ได้เห็นการให้การรักษาพยาบาลในเรือนจำ ซึ่งจะมียาวิเศษอยู่หนึ่งตัว ชื่อ พาราเซตาม่อน ซึ่งยาขนานนี้ใช้รักษาโรคได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ปวดท้อง ท้องเสีย หรือแม้กระทั่งเบาหวานหรือโรคหัวใจ

ซึ่งหลังจากขึ้นเรือนนอนแล้ว ถ้านักโทษเจ็บป่วย อาการหนัก รับรองได้ว่า รุ่งเช้าจะได้ยินเสียง"ประกาศปล่อยตัว"อย่างเช่นอากงแน่นอน ซึ่งการปล่อยตัวจะเป็นไปอย่างพิเศษมากๆ คือคุณไม่ต้องเดิน แต่ต้องลอยตามกลิ่นธูปออกมา

ในช่วงที่กระผมได้อยู่ในเรือนจำนั้น เคยมีนักโทษสูงอายุ น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับอากง แกเป็นคนใต้ แกป่วยอยู่หลายโรค ซึ่งหลังจากขึ้นเรือนนอนแล้ว ประมาณสองทุ่มกว่าๆ ได้มีเสียงเคาะ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีคนป่วยอยู่ในห้อง ซึ่งอาการของลุงคนนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหอบหืดหรือว่าโรคหัวใจ ซึ่งกว่าที่ผู้คุมจะขึ้นมาก็ประมาณ 10 นาที และก็ให้ยาพาราเป็นขั้นแรก หรือว่าก็ให้รอหมอแป๊ปหนึ่ง ก็ประมาณ 30 - 60 นาที แต่พอหมอมาถึง คุณลุงคนนั้นก็ได้เสียชีวิตแล้ว แต่ผมไม่แน่ใจ ว่าเป็นผู้คุมหรือหมอ ที่ออกปากถามว่า ตายหรือยัง ทั้งๆที่ยังไม่ถึงประตูห้อง

คุณลุงคนนี้ถูกขังอยู่ที่ห้อง 10 ซึ่งห้อง 10 จะอยู่ชั้น 2 แต่ผมอยู่ชั้น 3 จึงมองไม่เห็น ซึ่งห้องเบอร์ 10 นี้ คุณก่อแก้ว และคุณขวัญชัย ก็เคยอยู่ ถ้าคิดจะออกไปพบหมอ ถ้าเป็นชาวต่างด้าว หรือบุคคลไร้ญาติ ก็ยากหน่อย ก็จะได้คำตอบว่า "กินพารา เดี๋ยวก็หาย" เมื่อมาถึงหมอ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ีง คือ ถ้าคุณไม่ได้ถูกหามออกมาในสภาพหมดสติ ก็หมดสิทธิที่จะนอนรอดูอาการ ก็ต้องกลับไปนอนซมอยู่ในแดนตามเดิม

นี่หรือ ที่คุณบอกว่ามาตรฐานไม่ต่างกัน...?

อนึ่ง ข้อมูลประกอบเคสอากง จากปากป้าอุ๊(ภรรยาอากง)
ป้าอุ๊เล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยมีหมอมาตรวจสุขภาพ เพราะอากงแกบ่นปวดท้อง ขาซ้ายไม่ค่อยมีแรง หมอให้อากงยื่นมือออกมาให้ตรวจ จับๆมืออากงพลิกไปพลิกมา แล้วถามอากงว่า "คันมั๊ย มือเนี่ย?" อากงก็งงๆกับคำถามของหมอคนนั้น แล้วหมอก็พูดต่อว่า "ก็นี่แหล่ะนะ มือมันบอน มือมันคัน มันอยู่ไม่สุข ก็เลยต้องมาติดคุกนี่ไง.."

อากงมีอาการขาอ่อนแรง และปวดท้องมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ก่อนจะถูกขังแบบไม่ให้ประกัน อากงเพิ่งผ่าตัดมะเร็งที่ลำคอเสร็จสิ้น อาการค่อนข้างโอเคแล้ว อยู่ในช่วงเฝ้าระวังและต้องตรวจสุขภาพกับแพทย์อย่างเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ
แต่มะเร็งตับระยะที่ 4(ระยะลุกลาม) ที่ทำให้เกิดภาวะเสียสมดุลย์ในร่างกาย จนอากงช็อค จนเสียชีวิตนั้น มะเร็งตัวนี้ไม่เคยถูกตรวจพบในร่างกายอากงมาก่อน หรือเรียกง่ายๆว่า เรือนจำไม่เคยมีการตรวจสุขภาพอากงอย่างจริงจังมาก่อน ตลอด 481 วันที่อากงถูกจองจำ

การรักษาพยาบาลในเรือนจำ ตลอดเวลาที่อากงถูกคุมขัง เป็นไปอย่างยากลำบาก ปวดท้องหนักขนาดไหน ไปขอยา ก็จะได้แต่พารา ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จนครั้งสุดท้าย ป้าอุ๊ไปเยี่ยมอากง อากงบอกปวดมาก ไม่ไหวแล้ว ให้ป้าอุ๊ช่วย จึงติดต่อผ่านทางอ.หวาน ช่วยดำเนินเรื่องไปที่กรมราชทัณฑ์ อากงจึงมีโอกาสได้เข้ารักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันต่อมา...

การเจาะเลือดอากงไปตรวจว่าเป็นอาการของโรคอะไร เพิ่งกระทำเพียง 1 วัน ก่อนอากงจะเสียชีวิต

และที่น่าเจ็บใจไปกว่านั้น คุณหมอที่เข้าร่วมชันสูตรศพอากง(คุณหมอพงษ์ศักดิ์) ระบุว่า มะเร็งชนิดนี้ เป็นชนิดที่ตรวจพบเจอได้ง่ายที่สุด ด้วยการอัลตร้าซาวด์เท่านั้น...

และที่น่าเจ็บใจที่สุด... คนแก่อายุปูนนี้ สภาพร่างกายแบบนี้ ดุลยพินิจใดของศาล ถึงไม่ให้ประกัน ...หรือเพราะเห็นอากงเป็นภัยต่อ"ความมั่นคงของชาติ"ตามมาตรา 112 กันจริงๆ อย่างนั้นหรือ ?

ที่มา fb Nithiwat Wannasiri 


...........................................


เตือนจากอย. ผู้ใช้ยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะ "พาราเซตามอล" ไม่เชื่อ ถึงขั้นเสียชีวิตได้ !!


อย. เตือน ผู้บริโภคอย่าใช้ยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ เพราะหากใช้ไม่ถูกต้องจะทำให้ไม่สามารถบรรเทา หรือรักษาอาการปวดได้เลย อาจได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยา พร้อมแนะ วิธีเลือกใช้ยาแก้ปวดอย่างถูกต้องหากไม่เข้าใจปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยจากการใช้ยา


นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากข้อมูลการใช้ยาแก้ปวดของคนไทย พบว่า มีการใช้ยาแก้ปวดกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ “พาราเซตามอล” ซึ่งส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นยาแก้ปวดสามารถรักษาได้ทุกอาการปวด ในความเป็นจริงแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเตือนว่าเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากยาแก้ปวดแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการรักษา และความปลอดภัยในการใช้ยาแตกต่างกัน

โดยทั่วไปแบ่งยาแก้ปวดออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้ระงับปวดที่รุนแรงถึงรุนแรงมากที่สุด แต่ไม่มีฤทธิ์ลดไข้ เช่น มอร์ฟีน (morphine) ทรามาดอล (Tramadol) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ใช้ระงับความเจ็บปวดที่รุนแรงจากอวัยวะภายใน เช่น ปวดนิ่วในไต ปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ปวดจากบาดแผลที่มีขนาดใหญ่ เช่น หลังการผ่าตัด การคลอดลูก โรคมะเร็ง จึงมักใช้กับคนไข้ในโรงพยาบาลหรือคลินิกเป็นส่วนใหญ่ ยากลุ่มดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงสูง โดยเฉพาะ ทรามาดอล (Tramadol) ซึ่งจะทำให้มีอาการคลื่นไส้ มึนงง อาเจียน กดระบบหายใจ อีกทั้งยังอาจมีอาการทางจิตประสาท เช่น อารมณ์แปรปรวน เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น และหากได้รับยาเกินขนาด จะทำให้เกิดภาวะอื่น ๆ ตามมา เช่น อาเจียน ระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลว ชักและระบบหายใจทำงานช้าลงจนถึงขั้นหยุดหายใจได้


รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า ส่วนยาแก้ปวดอีกกลุ่ม คือ
กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้สำหรับอาการปวดไม่รุนแรง เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs : NSAIDs) ซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน ๆ โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เนื่องจากจะมีผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ ปวดท้อง เป็นแผลบริเวณทางเดินอาหาร , ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อาจรุนแรงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลอดเลือดสมองอุดตัน , ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม มึนงง ซึมเศร้า , ระบบเลือด จะขัดขวางการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด , มีผลต่อการทำงานของไตโดยทำให้ไตบวม ระดับโปตัสเซียมและโซเดียมในเลือดสูงและไตวาย และมีผลต่อผิวหนัง โดยมีอาการผื่น คัน ผิวหนังพอง บางรายอาจมีการแพ้แสงแดดอีกด้วย


นอกจากนี้ ยาพาราเซตามอลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายนั้น หากใช้ยาเกินปริมาณที่แนะนำอาจจะนำไปสู่การเกิดพิษต่อตับ จนนำไปสู่ภาวะตับวาย และเสียชีวิตในที่สุด


รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า ขอให้ประชาชนผู้บริโภคใช้ยารักษาอาการปวดอย่างถูกต้องโดยใช้ยาตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาเกินขนาด ใช้บ่อยกว่า หรือใช้เป็นระยะเวลานานกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก หรือเอกสารกำกับยา หรือแพทย์สั่ง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือเสียชีวิตได้ รวมทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการใช้ยาแก้ปวด เพราะอาจเพิ่มอาการข้างเคียงของยามากขึ้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา  

ที่มา matichon

สัมภาษณ์ : พ่อ ‘ธันย์ฐวุฒิ’ ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ



นายชีเกียง วัย 74  ปี บิดาของนายธันย์วุฒิ เดินทางมาเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำพร้อมให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ความรู้สึก และความคาดหวังต่อการขอพระราชทานอภัยโทษ

“พูดในนามพ่อของลูกคนหนึ่ง ตอนที่ลูกถูกจับมีอาการแย่มากเลย เคว้งคว้างไปหมด ไม่รู้จะทำยังไง”

“ญาติพี่น้องเขาก็กลัว ไม่กล้าเลย ไม่มีใครกล้ามาเยี่ยมเลย แม้แต่พี่น้องของหนุ่มเองก็ไม่กล้า แม่เขาก็กลัว แต่เรามันกลัวไม่ได้ เพราะเราเป็นพ่อ จะกลัวได้ไง ลูกคนหนึ่งติดคุกอยู่”

“มันก็แย่มากขนาดเราขอประกันไป เที่ยวนี้เที่ยวที่หกที่เจ็ดแล้วมั้งก็ไม่ได้นะ”

“ตกใจ หมดแรงเลย โฮ ข่าวก็ออกมาหราเลย ธันย์ฐวุฒิ โดนตัดสินคดีหมิ่น 13 ปี ตอนนั้นหมดแรงเลย จริงๆ ตอนแรกๆ เราก็อยากให้เขารับสารภาพ บอก เออ ถึงไม่ได้ทำก็รับสารภาพไปเถอะอย่างน้อยมันก็ได้ลดครึ่งนึง”

“อย่าให้ถึง 13 ปีเลย  13 ปี แย่เลย แล้วเราจะอยู่ถึงเหรอ 13 ปี นี่ปีนี้ก็ 74 แล้ว อีก 13 ปี ก็ 80 กว่าคงไม่ไหว อยากจะออกมาเจอลูกก่อน อยากให้ลูกบวช”




ข้อมูลเบื้องต้น

ชื่อ : ธันย์ฐวุฒิ  (ขอสงวนนามสกุล)

ที่อยู่ : เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แดน 1

ระยะเวลาที่ถูกคุมขัง : 2  ปี  2 เดือน

ถูกจับกุม :
1 เมษายน 2553 


(ขังตั้งแต่วันจับกุม ยื่นประกันรวม 6-7 ครั้ง ศาลยกคำร้อง)

พิพากษา : 15 มีนาคม 2554 จำคุก 13 ปี
ฐานความผิด :
-มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา

-พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

                                    มาตรา 14 (3) 

ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (3) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

                                    มาตรา 15

ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทําความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดตาม มาตรา 14



ข้อกล่าวหา :

-เป็นผู้ดูแลระบบ เว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ และ นปช.ยูเอสเอ 2

-มีการโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิด ม. 112  รวม 3 ข้อความ (เป็นไฟล์ภาพ) โดยถูกกล่าวหาว่า “admin” โพสต์เอง 2 ข้อความ ผู้อื่นโพสต์แต่ไม่ลบ 1 ข้อความ

-เหตุเกิด 13 มีนาคม 2553 ซึ่งเป็นวันหลังจาก นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง การสลายการชุมนุมในเดือนถัดๆ มา (เมษายน-พฤษภาคม 2553)

-อ่านรายละเอียดคดีและประเด็นการต่อสู้คดีได้ที่

http://freedom.ilaw.or.th/th/case/19#detail

สถานะคดี :
-ยื่นอุทธรณ์ และทนายจำเลยถอดอุทธรณ์ เมื่อเดือนเมษายน 2555 จนถึงปัจจุบัน

-ยังไม่มีจากคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้คดีเป็นที่สิ้นสุด


สถานภาพก่อนถูกจับ : หย่าร้าง เลี้ยงดูบุตรชาย 1 คน วัย 10 ปี (ขณะถูกจับ) เพียงลำพัง


อาชีพก่อนถูกจับ : รับจ้างออกแบบเว็บไซต์


หมายเหตุ : -ชื่อของธันย์ฐวุฒิ ปรากฏอยู่ใน “ผังล้มเจ้า” ที่จัดทำขึ้นโดย ศอฉ.
 
-ข้อสังเกตต่อคำพิพากษา
เครือข่ายพลเมืองเน็ต: ข้อสังเกตต่อคำพิพากษาคดีผู้ออกแบบเว็บ นปช.ยูเอสเอ
 
-ประวัติความคิดทางการเมืองของธันย์ฐวุฒิ
เสียงจากนักโทษคดีหมิ่นฯ: ประวัติชีวิตบนเส้นทางสายแดง “ผิดด้วยหรือที่เลือกยืนฝั่งนี้” (1)

เสียงจากนักโทษคดีหมิ่นฯ: เส้นทาง ‘นักรบไซเบอร์’ และคำถามถึงคนชั้นกลาง (2)

ที่มา prachatai

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทักษิณยังไม่สำนึกและไม่ยอมขอโทษคนเสื้อแดง



โดย วิญญาณวีรชน 


เมื่อทักษิณวีดิโอลิ้งค์ วันที่ 30 พ.ค. 2555 ที่งานพ้นโทษ ของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย บ้านเลขที่ 111  “ยังไม่ยอมขออภัยคนเสื้อแดง”

ในกรณีที่กล่าวดูถูกวีรชนและญาติที่สูญเสียให้เสียสละโดยบีบคั้นให้รับเงินแล้วไม่เอาผิดฆาตกร ทักษิณแก้ตัวว่าสัญญาณเสียงไม่ดีจึงพูดไม่ครบ ทำให้คนเข้าใจผิด มีคนเสี้ยม (โทษคนฟัง) และไม่ครบทุกประเด็น

ทักษิณกล่าวโกหกว่าศักดินาและเปรมไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง กล่าวทั้งขณะอยู่ที่เขมร (ช่วงสงกรานต์) และงานรำลึกวีรชน ราชประสงค์ 19-05-55 คำโกหก ปลิ้นปล้อนและสับปลับเช่นนี้  “ทักษิณมิได้ขออภัยคนเสื้อแดงแต่อย่างใด”


ทักษิณบอกว่า “ถ้าตนได้กลับไทยแล้ว ตนจะพาเสื้อแดงเป็นพลังทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม” 

ทักษิณไม่ยอมกล่าวว่าต้องการพาคนเสื้อแดงเป็นพลังขับเคลื่อนทางการเมือง เพราะทักษิณยืนยันในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 

โดยทักษิณหลอกคนเสื้อแดงว่าจะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง 2 เรื่อง คือ
1. ให้ตุลาการ รัฐบาลและนิติบัญญัติ  ยึดโยงประชาชน 
2. ประชาชนเป็นผู้ให้นโยบายนักการเมือง

ซึ่งคำพูดดังกล่าว “มันขัดแย้งกับระบอบที่ทักษิณกล่าวยกย่อง" ทักษิณเอาใครเป็นศูนย์กลางกันแน่ ถ้าดูคำพูดและพฤติกรรมการขนเงินทองไปอวย ให้แก่ฝ่ายศัตรูประชาชนเสมอมา ย่อมคือ สิ่งที่ยืนยันว่า ทักษิณมิได้ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางจริง มีแต่ปากเท่านั้น” แม้แต่การปองดอง ทักษิณยังไม่สอบถามปรึกษาหารรือคนเสื้อแดงสักคำ

และที่สำคัญ ทักษิณไม่เคยเห็นหัวประชาชนว่าสามารถขับเคลื่อนการเมืองและประชาธิปไตยได้จริงๆเลย มีแต่ให้ ”หยุดรอ” เพื่อรับฝีมือการบริหารระบอบทุนนิยมผูกขาดที่ตนชำนาญ และทักษิณอ้างว่าตนไม่ลืมบุญคุณคนแม้ให้น้ำเปล่าดื่มแก้วเดียวก็ไม่ลืม เพราะทักษิณมีความสามารถหาเงินแจกคนจนได้ครบแน่

นี่คือ ทัศนะของชนชั้นนายทุนที่ทนงตนคิดว่าโภคทรัพย์ที่ตนหาได้คือฝีมือตนเอง   โดยไม่สำนึกเลยแม้แต่น้อยว่า "ความมั่งคั่งมาจากแรงงานคนจน" (คนจนที่ถูกปล้นชิงจากศักดินาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน) ทักษิณไม่คิดจะปกป้องระบบการปล้นชิงเลย 

ทักษิณให้ลืมความเจ็บช้ำ อย่าย้อนอดีต นี่คือคำพูดของคนสารเลวคนนี้ และแม้ในปัจจุบันที่คนจนสร้างโภคทรัพย์และต้องการเอาทรัพย์ในอดีตและปัจจุบันคืนจากทุนผูกขาดศักดินา ทักษิณก็กลับพูดดูหมิ่นว่า คนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวทางการเมืองคือคนไม่มีทรัพย์ “ย่อมต้องมาเอา ไม่เสียสละ

ทักษิณเข้าใจว่าตนร่ำรวยแล้ว พอแล้ว มาเล่นการเมือง “เพื่อให้” ซึ่งไม่จริง  “เพราะความร่ำรวยของทักษิณและครอบครัวคือการกดขี่ขูดรีดและคอรัปชั่นผลผลิตและแรงงานคนจนภายใต้ระบอบทุนสวามิภักดิ์ต่อศักดินา”

ระบอบประชาธิปไตยที่ปราศจากศักดินาเหนือรัฐ  และการยึดทรัพย์ศักดินาคืนสู่สังคม พร้อมกับการสร้างกลไกสภาประชาชน สภาอาชีพ และสมัชชาผู้แทนต่างหากที่จะเป็นหลักประกัน ความอยู่ดีกินดี หาใช่ต้องรอทักษิณ “สุนัขรับใช้” คนนี้

ทักษิณเป็นได้พียงสุนัขบาดเจ็บที่รับใช้ศักดินา ที่ "แม้จะถูกเฆี่ยนตีจากเจ้าของเพียงใด มันก็เพียงร้องโหยหวนและยอมตาย หาใช่ต้องสู้แบบสุนัขจนตรอกไม่”

ทักษิณเสียเปรียบศักดินาไม่กี่คนแต่ได้เปรียบคนไทยอีกหลายสิบล้านคน ทักษิณมีทางออก มีทางหากิน ทักษิณจึงไม่กล้าเสียสละเปลี่ยนโครงสร้างสังคม เพราะทักษิณกลัวไม่ได้มั่งคั่ง ทักษิณดูถูกคนจนที่มาต่อสู้ว่า “มาเพื่อเอาประโยขน์”

ดังนั้น ทักษิณสุนัขรับใช้คนนี้ จึงให้โอวาทแก่ อดีตกรรมการพรรค 111 คน ที่เปรียบได้กับ “สุนัขขี้เรื้อน” ที่ถูกถีบ ถูกตี ถูกตัดสิทธิ์ แต่คนเหล่านั้นก็มิได้คิดต่อสู้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างสังคมเลย เพราะคนเหล่านั้นมีทางเลือกที่จะรอรับใช้ศักดินา เพื่อความอยู่ดีกินดีของคนเหล่านั้น เพราะคนเหล่านั้นมีฐานะเหนือประชาชน

อย่าหวังว่า ทักษิณจะทดแทนบุญคุณประชาชน เพราะขนาดศักดินาที่หาความดีและบุญคุณมิได้ ทักษิณยังเลือกข้างศักดินา และมารังแกประชาชน ทั้งเอาภาษีไปประเคนให้ศักดินา ทรยศตำตาและหน้าด้านเป็นที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ปรองดองกับฆาตกร...ทักษิณทรยศประชาชนหรือไม่?.....



โดย วิญญาณวีรชน 



หลังการวีดีโอลิงค์ เมื่อ 19 พ.ค.2555 กลางมวลชนหลายหมื่นคนที่ราชประสงค์  ได้ตอกย้ำให้ผู้ที่ลังเลว่า "ทักษิณต้องการประชาธิปไตยแบบของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนหรือไม่"  เพราะคำตอบคือ "ทักษิณ คนคนนี้ไม่ได้มีประชาธิปไตยเพื่อประชาชนมาตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน"   เพราะทักษิณคือ "นายทุนผูกขาดกลุ่มใหม่ที่หิวจัดคนหนึ่ง"  


ทักษิณพลิกชีวิตจากคนทำธุรกิจขนาดกลาง ไปสู่คนผูกขาดด้านการสื่อสารแพคลิ้ง มือถือ และ ดาวเทียม ด้วยการติดสินบนเพื่อได้สัมปทาน 600 ล้านบาท แก่พลเอกสุนทร  ประธาน รสช. วิถีชีวิตทางธุรกิจ ที่ใช้เงิน สินบน อำนาจ เพื่อสัมปทานเป็นวิถีการหากินที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน


การที่ทักษิณกล่าวในพิธีเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อ พ.ศ.2544 ด้วยคำกล่าวดูถูกวีรชน และคนที่ร่วมเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า "เป็นคนที่จมอยู่กับอดีต เมื่อได้อนุสาวรีย์มาบำบัดจิตใจแล้ว ก็จงพัฒนาประเทศได้แล้ว"


ซึ่งคำกล่าวนี้ ตรงกับ พ.ศ. 2555 ที่ "ทักษิณประณามแม่น้องเกด และคนเสื้อแดง ที่ไม่ยอมยกโทษให้กับฆาตกรฆ่าลูกสาวและฆ่าประชานคนเสื้อแดง"

ขบวนการหลอกลวงคนเสื้อแดง และการเสริมกำลังให้กับฆาตกร เป็นสันดานของทักษิณ ที่มีสันดาน "ละโมบโลภมากและเห็นแก่ตัว"

ทักษิณได้ตกลงปรึกษาและให้เกียรติฝ่ายฆาตกรมา ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งที่บรูไน รักเคารพฆาตกรมากกว่าคนเสื้อแดง และยังแสดงความหิวกระหายในลาภ ในวันเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดการนับคะแนนโดยกล่าวว่า "ถ้าตนไม่รักเทิดทูนศักดินา ยินดีให้ประชาทัณฑ์" 


นี่คือสัญญาณ ที่ตรงไปตรงมา และตรงกับคำพูดล่าสุด ที่ด่าคนเสื้อแดงว่า “ปัญญาอ่อนที่ยังขัดแย้งกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง” และกล่าวสับปลับว่า “เปรมและศักดินาไม่เกี่ยวกับการเมือง”

ความหิวละโมบ คือ ตัวตนของทักษิณและของตระกูลชินวัตร หาใช่ "ทักษิณกลัวศักดินาอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ"

ทักษิณหิวเงินและความมั่งคั่ง จนไม่ใส่ใจว่าประชาชนจะถูกฆ่าและจะถูกขูดรีด กดขี่ภายใต้ระบอบผูกขาดอำมาตย์ศักดินาอีกนานเท่าใด  เพราะทักษิณรอดพ้นและขึ้นฝั่งที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์แล้ว ก็ถีบหัวเรือให้ประชาชนลอยเรือห่างออกไป

ทักษิณจะไม่ลืมบุญคุณ แต่วันนี้ทักษิณขอกราบไหว้ศักดินาและหากินร่วมกับฆาตกรให้อิ่มหนำก่อน พรบ.ปรองดองและการบีบให้เหยื่อรับเงินและสละสิทธิ์ทางแพ่ง คือสิ่งที่ทักษิณ เพื่อไทยและแกนนำ นปช. ร่วมกันสร้างสรรค์และปูทางไปสู่การลดระดับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง และหวังดับสลายไปในที่สุด


ฉะนั้น คนเสื้อแดง จะควรทบทวนคำพูดทักษิณ "จงประชาทัณฑ์ผมถ้าไม่รักศักดินากว่าประชาชน" โดยคนเสื้อแดง ต้องเตรี ยมพร้อมระวังการชี้เป้าและไล่ล่าจากทักษิณ เหมือนดั่ง คนเสื้อแดงที่หนีไปอยู่เขมร ที่ตำรวจไทยภายใต้เฉลิมและเพรียวพันธ์  ได้ส่งหมายจับไล่ล่าไปยังรัฐบาลเขมร


การชี้เป้าและปกป้องฆาตกรให้ฆ่าประชาชนรูปแบบต่างๆต่อไป คือ "คนทรยศที่สมบูรณ์แบบแล้ว"

"การประชาทัณฑ์ทักษิณ ในฐานะผู้ทรยศประชาชนคือสิ่งที่ควรตระเตรียมกระทำการไว้ เพราะทักษิณบอกว่าถ้าไม่รักศักดินาจงประชาทัณฑ์เขา ดังนั้นประชาชนได้เห็นจริงประจักษ์แล้วว่าเขารักและอยู่ข้างศักดินาจริง


ประชาทัณฑ์ คือสิ่งที่ทักษิณ เพื่อไทยและแกนนำนปช. สมควรจะได้รับ พร้อมๆกันไปกับอำมาตย์ศักดินา เพราะฝ่ายหนึ่งศักดินาคือหัวโจก  และฝ่ายทักษิณคือผู้ทรยศประชาชน

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พิพากษาจำคุก 2 ปีครึ่ง คดีหมิ่นสถาบันคดีที่ 5 ของ ‘สุรชัย’ รวม 12 ปีครึ่ง


28 พ.ค.55 ที่ศาลอาญา รัชดา ศาลพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3444/2553 ที่สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) ถูกฟ้องในความผิดหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามมาตรา 112 จากกรณีขึ้นปราศรัยที่สนามหลวง คดีนี้นับเป็นคดีที่ 5 ในคดีหมิ่นที่อยู่ในชั้นพิจารณาคดีของสุรชัย โดยสุรชัยได้รับการเบิกตัวจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาขึ้นศาลในวันนี้ และกลับคำให้การจากการปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษาให้ลงโทษตาม ม.112 จำคุก 5 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือกึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี 6 เดือน และให้นับโทษต่อจาก 4 คดีก่อนหน้า รวมแล้วสุรชัยได้รับโทษจำคุก 12 ปี 6 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยได้แถลงต่อศาลว่ายอมรับสารภาพในคดีนี้เนื่องจากได้รับทราบจากรัฐบาลว่า จะเยียวยาผู้ที่ถูกคุมขังด้วยคดีทางการเมืองด้วยการช่วยเหลือด้านการขอ อภัยโทษ และขอให้ศาล ตลอดจนอัยการช่วยพิจารณาให้คดีนี้ถึงที่สุดโดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังอ่านคำพิพากษา ผู้พิพากษาได้สอบถามอาการป่วยของนายสุรชัย และบอกให้นายสุรชัยรักษาสุขภาพ

สุรชัยถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และต่อมลูกหมากโต ประกอบกับเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และเคยทำบายพาสมาก่อน เขาระบุด้วยว่า แพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความเห็นว่าไม่ควรอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอื่น เพราะอาจติดเชื้อโรคได้ ส่วนการนัดผ่าตัดนั้นต้องรอถึงวันที่ 15 มิ.ย.ตามการนัดของ รพ.ตำรวจ เพื่อฟังผลการตรวจเรื่องหัวใจแล้วจึงนัดผ่านตัดต่อมลูกหมากต่อไป การผ่าตัดคาดว่าจะทำที่ รพ.ราชทัณฑ์เพราะส่งไป รพ.อื่นไม่ได้ นอกจาก รพ.ตำรวจ หากต้องผ่าที่ รพ.ราชทัณฑ์ก็ต้องติดต่อจ่ายเงินประมาณ 8,000 บาท หลังจากนั้นอาจพักรักษาตัวที่ รพ.ราชทัณฑ์ แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้ป่วย หรืออาจส่งกลับไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แต่หากเป็นไปได้ อยากไปอยู่ที่เรือนจำชั่วคราว บางเขน

“ถ้าถามว่าอยากอยู่ที่ไหน ตอบว่าบางเขน เพราะสะดวกเรื่องญาติเยี่ยม และได้ให้ความรู้แก่น้องๆ อาหารการกินสะดวก การทำเรื่องขออภัยโทษก็จะได้ร่วมกัน สะดวก การเรียกร้องนิรโทษกรรมกลุ่มบุคคลที่ถูกขังอยู่ในคุกทำได้และทำมาแล้วหลาย ครั้ง เช่น ปี 2532 นิรโทษแก่ผู้นำ พคท.ที่ถูกจับ อาทิ พิรุณ ฉัตรวนิชกุล” สุรชัยระบุ

ด้านนางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยานายสุรชัย ได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนเงินค่าผ่าตัดต่อลูกหมากของนายสุรชัยในงานของคณะ กรรมการรณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ซึ่งจัดเมื่อวานนี้ (27 พ.ค.) โดยระบุว่าได้เงินบริจาคเป็นเงิน 38,369 บาท

สุรชัย โดนคดีหมิ่นฯ ที่ไหนบ้าง?


คดีปราศรัยเวทีตาสว่าง  อิมพีเรียล ลาดพร้าว
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/46

คดีปราศรัยที่เชียงใหม่
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/47

คดีปราศรัยที่อุดรธานี
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/48

คดีปราศรัย วัดสามัคคีธรรม
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/50

(ล่าสุด) คดีปราศรัยที่เวทีนปช.
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/49

ที่มา prachatai

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คดี 112 : กรณีประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส เดอะ เนชั่น

เผย 7 บทความ ‘ประวิตร’ ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดย ‘ไอแพด’



กรณีล่าสุดของการร้อง โดยนายวิพุธ สุขประเสริฐ ผู้ฟ้องคดีด้วยกฎหมายมาตราดังกล่าวเป็นจำนวนมาก สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเพิ่มสถิติให้รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษคดีอาญามาตรา 112 อีก 7 กรณี จากการที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ หรือไอแพด ทุกข์กล่าวโทษนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และคอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ประชาไท ด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยอ้างบทความจำนวน 7 ชิ้น

บทความทั้ง 7 ที่ได้นำเสนอผ่านเว็บไซต์ประชาไท มีดังนี้

ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมที่ทุกคนต้องคิดและพูดเหมือนกัน มิใช่สังคม
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมยากล่อมประสาท
ประวิตร โรจนพฤกษ์: ปัญหาความดีของ "คนดี"
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สถานการณ์ที่หม่นหมองของสื่อมวลชน
@PravitR: ทวีตนี้แด่อากง SMS

ประวิตร โรจนพฤกษ์: พลานุภาพการเปรียบกษัตริย์เป็น “พ่อ” ของประชาชน
ประวิตร โรจนพฤกษ์: ม.112 กับการเซ็นเซอร์ข้อมูลต่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

สำหรับความคืบหน้าในสำนวนคดี ร.ต.ท. เมธี ศรีวันนา พนักงานสอบสวน (สบ1) สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ได้ส่งจดหมายอิเล็กโทรนิกส์มายังกองบรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน และไอพีแอดเดรส ซึ่งทางประชาไทยังไม่มีการติดต่อกลับไป

อย่างไรก็ตาม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณธิการบริหาร ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวแก่นายประวิตร ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้เขียนมายังกองบรรณาธิการ

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายประวิตร แต่อย่างใด

สำหรับสภ. เมืองรอยเอ็ด กำลังเป็นสถานีตำรวจที่น่าจับตาในแง่สถิติการร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งที่ผ่านมา นายวิพุธ สุขประเสริฐ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เขียนบทความและผู้แสดงความเห็นในเว็บไซต์ประชาไทไปแล้วทั้งสิ้น 15 ราย รวมบรรณาธิการและผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท

พ.ต.ท.สุคิด เพ็ชรโยธา พนักงานสอบสวน สบ.3 เจ้าของคดี ที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ หรือนามปากกา "I Pad" ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ หรือนามปากกา นักปรัชญาชายขอบ เคยให้ข้อมูลกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า ในทางปฏิบัติ กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าว โทษด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ความเห็นของพนักงานสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด พนักงานสอบสวนต้องส่งไปให้ ตร.ภูธรภาค และ ตร.ส่วนกลางพิจารณาตามลำดับ แม้ สภ.เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็ต้องส่งให้พิจารณาเช่นกัน

พ.ต.ท.สุคิดให้ความเห็นกรณีที่มีการฟ้องร้องที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ดเป็นจำนวนมากว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกคดี หากไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจึงเป็นผู้ใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในชั้นสืบสวนสอบสวน หากเห็นว่ากรณีใดไม่เข้าลักษณะความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 เลย และได้รับความเห็นจาก ตร.ภาคและตร.ส่วนกลางแล้ว ก็จะไม่ดำเนินการต่อ จากการณีของนายวิพุธที่ร้องบุคคลจำนวน 5 รายในการร้องทุกข์คราวเดียวกับสุรพศ แต่ตำรวจสอบแล้วมีมูลเพียง 2 ราย

พ.ต.ท.สุคิดระบุว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกกรณี แต่หากกรณีใดไม่เป็นข้อเท็จจริง และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสืบสวนและสั่งฟ้องแล้ว ผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่มีมูลก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกลับได้ในฐานะ แจ้งความเท็จ

ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ ได้สอบถามกรณีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษที่สภ.เมืองร้อยเอ็ดจำนวนมากกว่า ปกติ พ.ต.ท.สุคิดรับว่าจากปี 2553 เป็นต้นมา มีการร้องทุกข์มากจริงและมีสถิติสูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ด้วยกัน


ที่มา prachatai

.............................................................

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ร้อง โดนฟ้อง ม. 112

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ The Nation ระบุ อาจโดนฟ้องจาก 8 บทความเสี่ยงที่ได้เผยแพร่ในเว็บประชาไท


ขณะนี้ อยู่ในขั้นที่ตำรวจกำลังสำรวจตรวจสอบบทความทั้ง 8 ชิ้นที่มีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องได้ ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหัวข้อเนื้อหาด้านล่างจากเว็บประชาไท

ขณะนี้ (อัพเดตล่าสุด) ทางประชาไทระบุถึงชื่อบทความ 7 ชิ้นที่โดนฟ้องร้อง ประกอบด้วย

ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมที่ทุกคนต้องคิดและพูดเหมือนกัน มิใช่สังคม
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมยากล่อมประสาท
ประวิตร โรจนพฤกษ์: ปัญหาความดีของ “คนดี”
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สถานการณ์ที่หม่นหมองของสื่อมวลชน
@PravitR: ทวีตนี้แด่อากง SMS

ประวิตร โรจนพฤกษ์: พลานุภาพการเปรียบกษัตริย์เป็น “พ่อ” ของประชาชน
ประวิตร โรจนพฤกษ์: ม.112 กับการเซ็นเซอร์ข้อมูลต่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีผู้คนจำนวนมาก ทั้งบุคคลทั่วไปและนักวิชาการถูกฟ้องจากกรณีดังกล่าว เช่น นักวิชาการอย่าง อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกกองทัพบกยื่นฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีการเขียนบทความถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีหลังพระราชทานสัมภาษณ์ออกทีวีในรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย”

หรือกรณีของนักวิชาการอย่างคุณสุรพจน์ ทวีศักดิ์ ซึ่งมีนามว่านักปรัชญาชายขอบ ก็ถูกข้อกล่าวหากระทำความผิดตามมาตรา 112 และ พรบ.คอมพิวเตอร์ ที่มาจากการแสดงความเห็นจากบทความของอาจารย์สมศักดิ์ฯ เรื่อง  “จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?”

และยังมีรายชื่อผู้คนอีกจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดี ถูกฟ้องตามประมาลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฟ้องตามมาตราอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และการวินิจฉัยให้เลิกจ้าง ถอนประกันตัว รวมถึงการออกหมายเรียก อันเนื่องมาจากมีพฤติกรรมสนับสนุนความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย

ที่มา siamintelligence

สุรชัย นอน รพ.ราชทัณฑ์รอผ่าต่อมลูกหมากหลังขึ้นศาลคดีสุดท้าย 28 พ.ค.


23 พ.ค.55  นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่าสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)  เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่าน หลังจากที่ตนได้เข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 16 พ.ค.โดยโต้แย้งข้อมูลทางการ เพื่อยืนยันว่าสถานพยาบาลภายในเรือนจำไม่ได้มีหมอประจำอย่างที่ทางราชทัณฑ์ให้ข้อมูล จากนั้นในวันรุ่งขึ้น(17 พ.ค.) ทางเรือนจำได้ส่งตัวนายสุรชัย ซึ่งเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต่อมลูกหมากโต และมีอาการอ่อนเพลีย ทานอาหารไม่ค่อยได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนจะรับเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อรักษาจนปัจจุบัน และแพทย์ได้ทำการนัดเพื่อผ่าตัดต่อมลูกหมากแล้ว แต่นายสุรชัยขอเลื่อนไปหลังวันจันทร์ที่ 28 พ.ค.นี้ซึ่งต้องเดินทางไปศาลในคดีหมิ่นฯ คดีหมายเลขดำที่ อ.3444/2553 (ปราศรัยที่ท้องสนามหลวง) คดีสุดท้ายเสียก่อน ซึ่งจะมีการนัดพร้อม ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยถือเป็นนัดพิพากษาเพราะจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว หลังจากในตอนต้นให้การปฏิเสธ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ได้มีการส่งตัวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ อีกรายจากทัณฑสถานหญิงกลางไปตรวจยังโรงพยาบาลตำรวจด้วยเพื่อเตรียมการผ่าตัดอาการขากรรไกรยึดติด ซึ่งปัจจุบันมีอาการหนักขึ้นทำให้อ้าปากได้เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ดารณีระบุว่าต้องการประกันตัวเพื่อรักษาอาการดังกล่าวเอง ไม่ต้องการผ่าตัดและอยู่ภายใต้การดูแลของราชทัณฑ์เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องเปิดกะโหลกและเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทอีกทั้งหมอยังระบุว่าต้องพักฟื้นเป็นปี หากเป็นไปได้ต้องการย้ายไปเรือนจำใหม่ เช่นเดียวกับนักโทษทางการเมืองอื่นๆ และดำเนินการประกันตัว ทั้งนี้ คดีของดารณียังไม่สิ้นสุดเนื่องจากมีการอุทธรณ์คดีไปแล้วภายหลังจากที่มีข่าวว่าเธอจะยอมถอนอุทธรณ์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ

นอกจากนี้นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายของดารณียังแจ้งว่า วานนี้ (22 พ.ค.) ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเนื่องจากน้องสาวถูกผู้ต้องขังที่มีปัญหาขัดแย้งกันลอบทำร้าย 4 ครั้งภายใน 2 วัน เช่น ปาด้วยขวดน้ำใส่ แต่หลบทันจึงไม่โดน แต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลกลับไม่สนใจ และเมื่อคู่กรณีของน้องสาวถูกนักโทษคนอื่นทำร้าย เจ้าหน้าที่ก็ยังเพ่งเล็งว่าดารณีเป็นผู้จ้างวาน

เสื้อแดงนัดทุกพุธ เดินสายคุกเก่าเยี่ยม 112 –คุกใหม่เยี่ยมนักโทษเสื้อแดง
วันเดียวกัน ที่เรือนจำ หลักสี่ คนเสื้อแดงราว 50 คน นำโดยนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีการเมืองทั้งหมดพร้อมเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยประชาชนกลุ่มดังกล่าวนัดหมายจะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และผู้ต้องขังคดีการเมืองอื่นๆ ที่เรือนจำหลักสี่ทุกวันพุธเวลา 11.00 น.

ที่มา prachatai