News online

กลับไปยังหน้าหลักเพื่อสนทนา C-Box ดู TV และฟังวิทยุ ได้ที่

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

จดหมายจาก อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ [ ฝากส่งออกมา ]

จดหมายจาก อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ [ ฝากส่งออกมา ]

เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
กราบเรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพ

พวกกระผมผู้ต้องคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือที่เรียกว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งหมด 11 คน เป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว 7 คน อยู่ระหว่างต่อสู้คดี 4 คน ขอกราบเรียนว่า

การเสนอทางออกในการแก้ปัญหาของประเทศไทยไม่ว่าจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือการปรองดองด้วยวิธีใดก็ตามหากจะตัดพวกเราและผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ที่อยู่นอกคุกออกไปจากการแก้ปัญหานี้ด้วย ก็จะทำให้ปัญหาของประเทศไทยไม่มีทางที่จะยุติ เพราะคนไทยจำนวนมากรวมทั้ง คนทั่วโลกไม่น้อยรู้ว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากอะไร อย่าปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

ขอฝากเตือนไปยังรัฐบาล ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่าเดินผิด คิดพลาด มองว่าพวกต้องคดี มาตรา 112 มีน้อยนิดปัดทิ้งไปก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไปมากมายจะไม่ยอมนั่งดูดายให้พวกเรากลายเป็นเครื่องสังเวย

พวกเราขอเรียกร้องว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งเพื่อสร้างความปรองดองแท้จริงให้เกิดขึ้น ทุกฝ่ายต้องยอมรับความจริงยอมรับความผิดพลาดที่ตนเองก่อ และยินดีแก้ไขอย่างมีสำนึก ปัญหาก็จะจบ อย่าปัดความรับผิดชอบ

อย่างพวกเราถึงแม้จะไม่ได้ทำผิดทางมโนธรรม แต่ทำผิดกฎหมาย มาตรา 112 ที่มีอยู่พวกเราก็ยอมรับว่าเราทำผิดกฎหมาย ก็รับสารภาพผิดอย่างลูกผู้ชายยอมรับโทษ แล้วขออภัยโทษตามกฎหมายก็จะจบลงด้วยดี

คงยังจำเหตุการณ์ในประเทศตูนิเซียได้ จากจุดเล็กๆ เพียงแค่พ่อค้าขายของข้างถนนคนหนึ่งถูกตำรวจรังแกขับไล่ไม่ให้ขายของ คับแค้นใจจนฆ่าตัวตาย กลายเป็นชนวนให้ประชาชน ชาวตูนิเซียที่กดดันด้วยระบอบเผด็จการมานานลุกขึ้นต่อสู้จนระบอบเผด็จการตูนิเซียล้มครืนและลุกลามไปทั่วอาหรั

ประเทศไทยที่ถูกกดดันทางสังคมและสิทธิเสรีภาพจนอัดแน่นอยู่เวลานี้ รอการระเบิดยิ่งกว่าตูนิเซีย เพราะเป็นการถูกกดขี่ด้วยระบอบมาตรา 112 บวกกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยก้าวมาถึงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงพอดี สองแรงบวกความรุนแรงจึงหนักหน่วงกว่าตูนิเซียแน่นอน

สถานการณ์ของประเทศไทยจะตรงกับคำพูดของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ว่า “ฆ่ากันตายทั้งประเทศ”

จึงขอให้ส่วนบนสุดของทั้งสองฝ่าย ทั้งทุนเก่าอนุรักษ์นิยม และทุใหม่โลกาภิวัตน์ เห็นแก่ประเทศชาติและประชาชน หาทางยุติวิกฤติของประเทศด้วยเถิด

นักโทษคดี มาตรา 112

มีนาคม 2555


ที่มา fb อานนท์ นำภา

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

หลักฐานทักษิณเคยไปเจรจากับศาลให้ปล่อยแกนนำ


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : นี่คือข้อความทีว่านะครับ ผม copy มา ทั้งส่วสนที่ สมเกียรติ "อัด" ทักษิณ ด้วย เพื่อให้ครบๆ

....................

เมื่อ Tom พาคุณทักษิณเข้าสู่การสนทนาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แล้ว ไม่ต้องถามเพิ่มเติม คุณทักษิณก็พูดเสริมโยงใยไปถึงเรื่องที่ติดค้างในใจของตนเองออกมาอย่าง ละเอียด:

(36)

Thaksin: “Well, you know in Thailand, the government officials, the military … they… [don’t do] anything until they get a signal. Even during the effort recently to bail our arrested Red Shirt leaders out of jail, we talked to the judges, and we asked for leniencies … to let them out, you know. This is not a political thing. By our Constitution the government is supposed to grant bail for every criminal because it’s their duty to grant bail, except in certain circumstances, and so we wanted to protect their rights, but the judges would not allow bail for the Red Shirts. And when we asked a judge why, the judge said, ‘There is no signal.’ And we said ‘Are you the judge or not?’ The judge has been hired to judge, not to look for signals, right? But the judge says to us, ‘I got no signal.’ So it looks like everyone is just waiting for signals.”

“อืมม์ เมืองไทยมันเป็นอย่างนี้ เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร … ใครต่อใคร … [ไม่ทำอะไร] กันเลยจนกว่าจะได้รับสัญญาณ แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่เราพยายามจะขอประกันตัวพวกผู้นำคนเสื้อแดงของเราให้พ้นจากการถูกคุม ขัง เราไปคุยกับผู้พพิพากษาหลายคน และเราขอความเมตตาจากท่าน … ขอให้ปล่อยตัวพวกเรา นี่มันไม่ใช่เรื่องการเมือง คุณก็คงรู้ ตามรัฐธรรมนูญของเรารัฐบาลลควรจะให้ประกันตัวอาชญากรทุกคน เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ยกเว้นในบางกรณีเป็นการเฉพาะ ดังนั้นพวกเราต้องการปกป้องสิทธิ์ของพวกเขา แต่คณะผู้พิพากษาก็ไม่ยอมให้ประกันตัวคนเสื้อแดง พอเราถามผู้พิพากษาคนหนึ่งว่าทำไมจึงไม่ให้ประกันตัว ผู้พิพากษาคนหนึ่งบอกว่า ‘ไม่มีสัญญาณ’ เราก็เลยบอกว่า ‘ท่านเป็นผู้พิพากษาจริงๆหรือเปล่าล่ะ?’ ผู้พิพากษาถูกจ้างให้มาทำหน้าที่พิพากษา ไม่ใช่ให้มารอดูสัญญาณ ใช่ไหม? แต่ผู้พิพากษาคนนั้น ก็บอกกับเราว่า ‘ผมยังไม่ได้รับสัญญาณเลย’ ดังนั้นมันก็ดูเหมือนกับว่าทุกคนเอาแต่รอดูสัญญาณ”

คุณทักษิณก็ไม่ยอมพูดให้ชัดว่า “สัญญาณอะไร? มาจากใคร? ที่ไหน?” ปล่อยให้เป็นเรื่องกำกวมให้คาดเดากันต่อไป แต่ที่สับสนก็คือคุณทักษิณเอารัฐบาลมาปนกับศาล บอกว่าเป็นหน้าที่รัฐบาลแต่กลับไปคุยกับศาลแล้วโทษศาลว่าไม่ทำตามที่รัฐบาล ควรทำ เป็นความสับสนของคุณทักษิณในความไม่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญ และไม่เข้าใจว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร แต่ศาลเป็ยฝ่ายอำนาจยุติธรรม อำนาจอธิปไตยทั้งสองที่แยกกันมานานกว่า 70 ปีแล้ว ส่วนเรื่องการประกันตัวผู้ต้องหาก็ไม่เคยมีกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลสั่งศาลให้ ประกันตัวใครได้ ยิ่งเป็น “อาชญากร”ด้วยแล้ว ศาลเองก็ไม่มีอำนาจหรือหน้าที่ที่จะต้องให้ประกันตัว “อาชญากร” โดยอัตโนมัติ

นี่เป็นอีกตอนหนึ่งที่คุณทักษิณพูดโดยไม่หวาดหวั่นข้อหาหมิ่นศาล!

คุณทักษิณคุยกับผู้พิพากษาคนไหนที่พูดเรื่อง “สัญญาณ”?

แล้วใครเล่าที่คุณทักษิณกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งสัญญาณ?



ที่มา fb สมเจตน์ รักลุงนวมทอง

จดหมายท่านปรีดี พนมยงค์ ถึงท่านผู้หญิงพูนศุข เมื่อปี ๒๕๑๐

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : การปรองดองต้องให้ได้ความจริงและยุติธรรม


คำถามจึงไม่ใช่อยู่เพียงว่า ใครหรืออะไรที่บงการให้พล อ.สนธิกระทำรัฐประหาร 19 กันยายนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคำถามว่า ใครหรืออะไรที่บงการบุคคลและกลุ่มองค์กรเหล่านี้ได้ทั้งหมดให้เคลื่อนไหวสอดประสานกันเป็นแนวรบใหญ่ที่เป็นเอกภาพ ทำลายล้างรัฐบาลไทยรักไทยและรัฐบาลพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งได้สำเร็จ ต่อเนื่องมาเป็นกรณีเมษาเลือด 2552 และการสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553?


โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

คำถามของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ถึง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญชุด “ปรองดอง” เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วว่า กระทำรัฐประหาร 19 กันยายนไปด้วยตนเองหรือมีผู้อยู่เบื้องหลังสั่งให้ทำนั้น แม้ความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนจะพุ่งไปที่คำตอบของพล.อ.สนธิ และคำตอบโต้กันหลังจากนั้น แต่เหตุผลที่พล.ต.สนั่นอ้างในการถามคำถามดังกล่าวกลับสำคัญยิ่งกว่า

เหตุผลของพล.ต.สนั่นก็คือ ประชาชนต้องการรู้ความจริง กระบวนการปรองดองใดๆ จะไม่เป็นผลทั้งสิ้นหากความจริงทั้งหมดยังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาว่า ใครเป็นผู้สั่งให้กระทำรัฐประหาร และที่สำคัญคือ ตราบใดที่ยังไม่มีการยอมรับความจริง ความเคียดแค้นในหมู่ประชาชนก็จะยังคงอยู่

นี่คือมาตรฐานที่แท้จริงที่เป็นเครื่องวัดว่า การปรองดองใดๆ จะกระทำได้จริงหรือไม่? จะเป็นการปรองดองแห่งชาติที่แท้จริงหรือเป็นเพียง “การประนีประนอมกันชั่วคราว” ระหว่างพลังจารีตนิยมกับพรรคเพื่อไทย

การปรองดองแห่งชาติที่แท้จริงประกอบด้วยสองส่วนคือ การเปิดเผยความจริงทั้งหมด และการให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย (ซึ่งประกอบด้วยการเยียวยา การลงโทษ และการอภัยโทษ)

เพียงประการแรกคือ การเปิดเผยความจริงทั้งหมด ในปัจจุบันก็มิอาจกระทำได้ วิกฤตการเมืองทั้งหมดตั้งแต่ต้นปี 2549 ถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าห้าปี มิได้มีเพียง พล.อ.สนธิ กองทัพกับรัฐประหาร 19 กันยายนเท่านั้น แต่ยังมี “เครื่องมือของจารีตนิยมอื่นๆ” ที่เคลื่อนไหวสอดประสานกันคือ พวกอันธพาลบนถนนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย องค์กรตุลาการ พรรคประชาธิปัตย์ สื่อกระแสหลักบางค่าย นักวิชาการและนักกฎหมายบางจำพวก เป็นต้น

นัยหนึ่ง รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นเพียงตัวแทนหนึ่งของเผด็จการและเป็นแนวรบชี้ขาดในเวลานั้น แต่ต้องพึ่งพาอาศัยแขนขาของจารีตนิยมอื่นๆ ในการตระเตรียมเงื่อนไขก่อนรัฐประหาร และช่วยซ้ำเติมให้ภารกิจเบ็ดเสร็จหลังรัฐประหาร

คำถามจึงไม่ใช่อยู่เพียงว่า ใครหรืออะไรที่บงการให้ พล.อ.สนธิกระทำรัฐประหาร 19 กันยายนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคำถามว่า ใครหรืออะไรที่บงการบุคคลและกลุ่มองค์กรเหล่านี้ได้ทั้งหมดให้เคลื่อนไหวสอดประสานกันเป็นแนวรบใหญ่ที่เป็นเอกภาพ ทำลายล้างรัฐบาลไทยรักไทยและรัฐบาลพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งได้สำเร็จ ต่อเนื่องมาเป็นกรณีเมษาเลือด 2552 และการสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553?

คำถามนี้จะมีคำตอบที่เปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนดุลกำลังทางการเมืองในอำนาจรัฐอย่างถึงรากเท่านั้น มิใช่ในวลานี้ที่แก่นแกนอำนาจรัฐทั้งหมดยังคงอยู่ในมือของกลุ่มจารีตนิยมอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตยยึดกุมได้แต่เพียงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น!

และนี่คืออุปสรรคสำคัญที่สุดของการปรองดอง แม้แต่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ก็ยังไม่สามารถบรรลุความจริงของเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญชุด “ปรองดอง” ข้างต้น ซึ่งจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อพูดถึงสาเหตุความขัดแย้งทั้งหมด ก็ยังคงวนไปเวียนมาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอยู่นั่นแหละ!
ที่ยังไม่อาจเปิดเผยความจริงได้ทั้งหมดก็เพราะ “อำนาจรัฐยังไม่เปลี่ยนมือ” ก็เท่านั้นเอง

ในเมื่อไม่สามารถเปิดเผยความจริงได้ทั้งหมด การให้ความยุติธรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไปของการปรองดองที่แท้จริง จึงไม่อาจกระทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงโทษผู้บงการที่แท้จริงและผู้รับคำสั่งระดับบนสุดที่กระทำอาชญากรรมการเมืองต่างๆ ตลอดหลายปีมานี้ ก่อนที่จะไปอภัยโทษให้กับผู้รับคำสั่งระดับล่างและมวลชนที่เข้าร่วม ตลอดจนเยียวยาชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย

พรรคเพื่อไทยรู้ดีว่า การปรองดองแห่งชาติที่แท้จริงและรอบด้านนั้นยังไม่อาจกระทำได้ในขั้นปัจจุบัน ทางออกของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นการปรองดองที่มุ่งประนีประนอมเป็นสำคัญ แต่ “ปราศจากความจริง” คือไม่มีความพยายามที่จะสืบสวนหาความจริงทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นวิกฤตปี 2549 ให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่กระบวนการยุติธรรม

ด้วยเหตุนี้ การให้ความยุติธรรมของพรรคเพื่อไทยจึงหดแคบลงมาเหลือแค่การเยียวยาด้วยการชดเชยให้กับมวลชนทุกฝ่าย และที่น่าขบขันคือ เป็นการเยียวยาครอบคลุมถึงการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดตั้งแต่ปี 2549 ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดด้วยซ้ำว่า ใครทำอะไรบ้าง ใครผิด ใครถูก

แม้แต่แผนการของรัฐบาลที่จะออกกฎหมายสองฉบับคือ พระราชบัญญัติการปรองดองแห่งชาติ และพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ก็มีแนวโน้มลูบหน้าปะจมูกเหมือนกรณีความขัดแย้งอื่นๆ ในอดีต คือ “ยกเลิกคดีของ คตส. ทั้งหมด หลับหูหลับตานิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายแล้วจบกัน”

การเคลื่อนไหวเรื่อง “ปรองดอง” โดยแกนนำพรรคเพื่อไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่การปรองดองแห่งชาติที่แท้จริง แต่เป็นความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ ที่จะประนีประนอม “หย่าศึก” กับเผด็จการจารีตนิยม อีกรอบก็เท่านั้นเอง

สิ่งที่พวกเขาจะเผชิญก็เหมือนความพยายามประนีประนอมครั้งก่อนๆ คือ “การสะดุ้งตื่นจากฝันหวาน” มาพบโลกความจริงอันขมขื่นเมื่อฝ่ายจารีตนิยมตอบโต้กลับด้วยอำนาจรัฐในมือเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่ฝ่ายนั้นไม่ยินยอมอย่างเด็ดขาดคือ การยกเลิกคดี คตส.ทั้งหมด ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับสู่ประเทศไทย และกลับสู่อำนาจการเมืองไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง

ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่า การลงทุนลงแรงของฝ่ายจารีตนิยมตลอดหกปีมานี้ “สูญเปล่า” และประสบความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง มิหนำซ้ำ พวกเขายังได้สูญเสียการครอบงำทางความคิดอุดมการณ์ต่อสังคมไทยไปจนเกือบหมดอีกด้วย

ฉะนั้น ทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาชนที่รักประชาธิปไตยจะต้องไม่อยู่ในความประมาท ต้องไม่เพ้อฝันไปกับการประนีประนอมในขั้นตอนปัจจุบัน มองให้เห็นถึงธาตุแท้ของพวกเผด็จการ เก็บรับบทเรียนจากคณะราษฎร เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรับการตอบโต้ของฝ่ายจารีตนิยมที่อาจจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

ที่มา prachatai

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : จวกไม่แฟร์ผูกชะตาชาวบ้านติดคุก ไว้กับการนิรโทษฯ ให้แม้ว


เบื่อและเศร้า ที่จะต้องพูดซ้ำอีกนะ

แต่วัฒนธรรมการเมืองประเทศไทย มัน elitist - ให้ความสำคัญกับคนระดับนำ มากๆ

โดยเฉพาะ แม้แต่ใน "ค่าย" ที่อ้างประชาธิปไตย อย่าง เพื่อไทย นปช น่ะ

ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการพูดเรื่อง ปรองดอง อะไรกันวันละหลายๆข่าว ทุกๆวัน

มีใครได้ยิน ฝ่าย เพื่อไทย นปช เอง พูดถึงเรื่อง คนธรรมดาๆ ที่ติดคุก อย่างให้ความสำคัญจริงๆบ้างไหม? (ผมเห็นมีการ "แตะๆ" อยู่ ดูเหมือน เต้น หรือ ตู่ พูด แต่พูดเพราะนักข่าวถาม แล้วตอบทำนองเหมือนเดิมเรื่องศาล หรือไงนี่แหละ โทษที ขี้เกียจไปหา link)

ที่เห็นพูดๆกัน ก็เรื่องทักษิณ (และการกลับของทักษิณ) เรื่อง คตส. เรื่อง อะไรต่ออะไรทำนองนี้ ที่เกียวกับระดับ elite ทั้งนั้น

ผมเขียนไปนานแล้ววว่า ถ้า ฝ่ายเพื่อไทย นปช ให้ความสำคัญกับเรื่องคนธรรมดาๆของตัวเองที่ติดคุกนะ

มันง่ายกว่าเรื่องทักษิณ เรืื่อง คตส. อะไรแบบนี้ ไม่รู้กี่เท่า

แค่เสนอ พรบ.นิรโทษกรรม แยกให้เฉพาะคนเหล่านี้

อย่างช้่วงที่ผ่านๆมา การที ปชป หรือ อีกฝ่าย ออกมาคัดค้าน ก็จะเห็นว่า ประเด็นของพวกนั้น อยู่ที่ ทักษิณ คตส. อะไรแบบนี้ เป็นหลัก พวกนั้น ก็ไม่ได้แคร์อะไรเรือ่งจะ นิรโทษ หรือ ปรองดอง ระดับชาวบ้านๆ (คือ elitist พอๆกันน่ะแหละ)

มันไม่แฟร์ มัน elitist มากๆ ที่ ไม่ให้ความสำคัญของคนธรรมดาๆเหล่านั้น ทั้งๆที่เขาเดือดร้อนที่สุด (เดือนร้อน กว่าคุณทักษิณ ไม่รู้กี่เท่า ที่คุณทักษิณว่า "ผมถูกกระทำมากที่สุด" ไม่จริงหรอกครับ โดยเปรียบเทียบกันแล้ว มันห่างกันเยอะครับ)

ไม่แฟร์ และ elitist มาก ที่เอาชะตากรรม อิสรภาพของคนเหล่านั้น ไป "ผูก" รออยู่กับเรื่อง การนิรโทษกรรมทักษิณ เรื่อง "ปรองดอง" ระดับผู้นำๆทั้งหลาย

ที่มา fb สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

จดหมายจากภรรยา 'อากง' ถึง 'วรเจตน์'

หมายเหตุ: หลังเหตุการณ์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ถูกทำร้ายร่างกาย หลังจาก "นิติราษฎร์" เป็นหัวหอกนำเสนอแนวทางการแก้ไขมาตรา 112 นางรสมาลิน ภรรยาของนายอำพล ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี ได้เขียนจดหมายให้กำลังใจอาจารย์วรเจตน์ 'ประชาไท' ได้รับอนุญาตจากเจ้าของจดหมายให้นำมาเผยแพร่



สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์วรเจตน์คะ

ดิฉันเป็นภรรยาของอากง หรือนายอำพล ตั้งนพกุล ที่โดนคดีมาตรา 112 ค่ะ ดิฉันรู้สึกเห็นใจและเจ็บปวดด้วยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่าน และทำให้ดิฉันคิดถึงยุคเก่าขนาดหินทีเดียวค่ะ แต่ดิฉันก็ยังเชื่อมั่นและเข้าใจว่าท่านเป็นผู้ที่จะจรรโลงสังคมนี้ให้ยั่งยืนในเหตุและผลของความเป็นจริง ที่จะส่งผลให้กับคนรากหญ้า ถึงพญาไม้ใหญ่ก็จะได้รับอานิสงส์ ไปด้วย พวกเราทุกคนจะพยายามชี้แจงในสิ่งที่ท่านได้ชี้แจงมาแล้วนั้นให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหาเหมือนกับท่านได้ทำคุณูปการให้กับสังคมที่คดงอให้เป็นเส้นตรง และเสียสละตัวของท่านเพื่อประโยชน์ของทุกๆ คน เปรียบเสมือนว่าทุกๆ ท่านร่วมกันเพื่อความถูกต้องที่สุด และเป็นขุนเขาที่ยอมหลอมละลายโดยหินทุกก้อนและทรายทุกเม็ดเพื่อที่จะเติมเต็มให้กับหุบเหวให้เป็นพื้นดินเดียวกัน เสมอภาพ ภราดรภาพ และเป็นพื้นที่ที่เท่าเทียมกัน พร้อมกับสันติภาพในส่วนของดินที่มีฟ้าอยู่สูงสุดในชั้นฟ้าที่เมตตาต่อพื้นดิน และดิฉันขอกราบถึงท่านอาจารย์และนักวิชาการทุกๆ ท่านที่มองไปข้างหน้าถึงอนุชนรุ่นหลัง ดิฉันชื่นชมจริงๆ ค่ะ และต้องขอโทษทั้งลายมือและการเขียนของดิฉันที่ควรหรือไม่ควรก็ต้องกราบขออภัยนะคะ เพราะดิฉันเป็นคนเรียนแค่ชั้นประถมเอง มีปัญญาแค่นี้เองค่ะท่าน

ขอแสดงความนับถืออย่างสูงสุดค่ะ

นางรสมาลิน ตั้งนพกุล

ที่มา prachatai

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

จดหมายจากคุก…. อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ "อย่าเป็นแม่ทัพที่ทำลายนักรบของตนเองเพื่อเอาใจข้าศึก"

 อย่าเป็นแม่ทัพที่ทำลายนักรบของตนเองเพื่อเอาใจข้าศึก


         การเครื่อนไหวต่อสู้ของ นปช. ภายใต้การสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา มีเป้าหมายอยู่ที่รัฐบาลนาย อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะโดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการยุบสภาฯ จนให้มีการเลือกตั้งใหม่และคาดหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะได้จัดตั้งรัฐบาล

         ดังนั้นการจัดประชุมใหญ่ในเดือนเมษายน 2552 ที่มีการล้อมทำเนียบก็เพื่อบรรลุจุดหมายนี้ อันถือได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ของ
พรรคเพื่อไทยและ นปช. ภายใต้การกำกับของ 3 เกลอ.

        แต่จบลงด้วยการถูกล้อมปราบ สูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต ถูกจับกุมคุมขังก็มากมาย จนบัดนี้คดีก็ยังไม่สิ้นสุดแต่ พรรคเพื่อไทยและนปช. ก็ไม่เปลี่ยนเป้าหมายและยุทธศาสตร์การต่อสู้

        จนถึงปี พ.ศ. 2553 ก็จัดการเคลื่อนไหวใหญ่เรียกยุทธการนี้ว่า “ลาวาแดง”  คือระดมคนเสื้อแดงทั่วประเทศเข้า กทม.ในเดือน
มีนาคม เพื่อกดดันให้ นายอภิสิทย์ เวชชาชีวะประกาศยุบสภาฯ

        แต่นายอภิสิทย์ เวชชาชีวะเป็นคนประเภท เด็กดื้อ อวดฉลาด รวมทั้ง คนที่เป็นเสนาธิการอยู่เบื้องหลังก็เช่นเดียวกันอ่านเกมส์พลาด จึงแทนที่จะหาทางออกตามวิถีทางการเมือง ที่จะเรียกคะแนนให้กับรัฐบาลตนเองอย่างท่วมท้น เป็นพระเอกในสายตาคนทั้งโลก แต่กลับตัดสินใจใช้แนวทาง 6 ตุลาคม 2519 หวังปราบปรามไล่ล่าเช็คบิลให้สิ้นซาก เช่นเดียวกับพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายและขบวนการนักศึกษา ประชาชน ที่ถูกกระทำในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 จึงนับว่าเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มอำมาตย์ที่อยู่เบื้องหลัง เพราะสถานการณ์ของโลกมองสังคมไทยเปลี่ยนไปจากเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนมาก และดูการต่อสู้ของพวกเขาก็มิใช่ฝ่ายซ้ายดังแต่ก่อน

           ดังนั้นถึงจะถูกปราบปราม เข่นฆ่า ไล่ฆ่า จับกุมคุมขังจนตกอยู่ในสถานการณ์ชั่วขณะหนึ่ง แต่กลับพื้นตัวอย่างรวดเร็วจนรัฐบาลประชาธิปัตย์ และกลุ่มอำมาตย์คาดไม่ถึง ดังนั้นการลากยาวไม่ยุบสภา ที่คิดว่าตนเองจะได้เปรียบ กลับกลายเป็นปล่อยให้คู่ต่อสู้พื้นจากอาการมึนงง คนเสื้อแดงกลับมาด้วยคุณภาพมากกว่าเดิม

          ถึงวันที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและกลุ่มอำมาตย์ คงนึกออกแล้วว่า ถ้าตัดสินใจยุบสภา และไม่ปราบปรามเข่นฆ่า วันนี้ก็ยังคงได้เป็นรัฐบาลอยู่ ด้วยภาพที่สวยงาม หรือหากแล้ว เหตุการ 19 พฤษภาคม 2553 รีบยุบสภาก็ไม่เกินเดือน สิงหาคม 2553 ที่พรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงยังไม่ฟื้นเวลานั้นรัฐบาล ก็น่าเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำ นปช. หลายคนก็ยังคงอยู่ในคุกไม่ได้เป็น สส. ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ก็คงจะไม่ได้เป็น รมช. แต่ยังเป็น นช.อยู่

        โอกาศนี้ผ่านไปแล้วเอาคืนไม่ได้แล้วเวลานี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี สำหรับพรรคเพื่อไทยและ นปช. นับว่าบรรลุจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ตามที่กำหนดแล้วแต่ถามว่า แล้วมีอำนาจที่แท้จริงหรือไม่ สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างถาวรหรือไม่ เอาแค่คนเสื้อแดงที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ยังถูกคุมขังอยู่ในคุกก็ไม่สามารถช่วยเหลือออกไปได้ เมื่อเทียบกับคนเสื้อเหลือง ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ช่วยเหลือ จนเวลานี้ยังไม่มีใครถูกขังอยู่ในคุกซักคนเดียว

 แล้วเวลานี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยออกมาข่มขู่คนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะให้มองว่าอย่างไร “ฉลาดหรือโง่กันแน่” หรือเข้าใจว่าการได้เป็นรัฐบาลเที่ยวนี้เป็นที่สุดแล้ว เป็นชัยชนะตลอดกาลแล้วสามารถตกลงปลงใจร่วมผลประโยชน์กับฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีมวลชนสนับสนุนอีกแล้ว หรือจะอธิบายว่านี่เป็นเพียงแผนลับลวงพรางให้ฝ่ายตรงข้ามตายใจเท่านั้น

        ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรเวลานี้คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนเสื้อแดงระดับคุณภาพที่ตาสว่างแล้วมีความรู้สึกที่คลอนแคลนต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปมากจึงควรที่ผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ระดับคุณภาพ ควรจะออกมากู้ ”ศรัทธา” กลับคืน อย่าปล่อยให้คนประเภทฉวยโอกาศเกาะกระแสพรรค เที่ยวสามหาวก้าวร้าวต่อมวลชนที่สนับสนุนพรรคชนิดไม่กลัวติดคุก กลัวความตายไม่ไช่มุดหัวทุกที ที่มีการยึดอำนาจ

         ต้องศึกษาบทเรียนในประวัติศาสตร์ถึงความฉลาดของรัฐไทยในการเอาชนะคอมมิวนิสต์ ขณะที่รอบบ้านเป็นคอมมิวนิสต์หมดแล้ว ประเทศไทยกำลังจะเป็นโดมิโน่ตัวต่อไปแต่ด้วยความชาญฉลาดจึงเดินทางไปเปิดสัมพันธ์ภาพกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้สนับสนุนหลักของพรรคคอมมิวนิสย์แห่งประเทศไทย (พคท) เป็นแผนแยกสลายทำลายทีละส่วน

         จนในที่สุด พคท. ที่มีผู้นำเป็นคนแก่บ้องตื้น มองพรรคคอมมิวนิสย์จีน เป็นเทพแล้วยอมตามทุกอย่างกระทั้งเป็นศัตรูกับเวียดนามตามพรรคคอมมิวนิสย์จีน สุดท้ายถูกทอดทิ้งเพราะจีนเห็นประโยชน์กับรัฐไทยมากกว่าอุดมการณ์ พคท. จึงล่มสลาย เวลานี้ก็ยังไม่หายบ้องตื้น แบ่งเป็นสองฝ่าย นั่งเคียงกันเรื่องวิเคราะห์สังคมไทยคงนั่งเถียงกันจนแก่ตายทั้งสองฝ่ายไม่ได้ต่อสู้อะไร

      แผนนี้กำลังใช้กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงปัจจุบันนั่นคือแผนแยกสลายทำลายทีละส่วน โดยแสร้งทำดีปรองดองกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดดเดียวทำลายคนเสื้อแดงคุณภาพก่อน ค่อยสลาย “แดงแม่ยก”เปลียนเป็น”แดงจงรักภักดี”แบบขวัญชัยไพรพนา เมื่อหมดฐานมวลชนเสื้อแดงก็ถึงคิวเชือดพรรคเพื่อไทย จึงได้เห็นการอี๋อ๋อระหว่างอำมาตย์ใหญ่กับนายกฯปู ก็เพื่อบรรลุแผนนี้

       นายกปูเป็นเหมือนนกกระจิบหัดบินเมื่อเผชิญเหยี่ยวใหญ่ที่ช่ำชอง ย่อมไม่เท่าทันหลอก

ดังนั้นการที่คนในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยออกมาข่มขู่คุกคามและโดดเดี่ยวคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวให้ แก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และผู้ต้องคดีตามมาตรานี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับ แม่ทัพที่ทำลายนักรบของตัวเองเพื่อเอาใจข้าศึก วันใดที่หมดนักรบแม่ทัพก็จะถูกฆ่าอย่างเดียวดาย

                   หวังว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงฉลาดพอที่จะเท่าทันในแผนนี้
                                        
จดบันทึกปากคำจากคุก….. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

ที่มา thai-ahr